วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Out of my league


Out of my league


ตอนที่แล้ว เสนอคำว่า "Moodle" เป็นคำที่เอามาจากหนัง "She's out of my league" ก็ลืมที่จะอธิบายคำว่า "Out of my league" ไปเสียพร้อมๆกันเลย วันนี้จึงตั้งใจมาเป็นตอนสั้น ๆ เพื่ออธิบายกันให้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

ชายหนุ่มคนไหนที่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้า แล้วรู้สึกเหมือนเครื่องบินเพิ่งบินผ่านไปสดๆร้อนๆ ก็น่าจะใช้คำว่า "Out of me league" อย่างได้อารมภ์ที่สุดเลย ..ใช่แล้วครับ คำนี้มันใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า "หมามองเครื่องบิน" นั่นเอง

เวลาที่พูดว่า She's out of my league แปลตรงๆก็คือ เธออยู่นอกลีคของฉัน, ซึ่งมันเป็นลีคที่ฉันยังไปไม่ถึง มันจึงสื่อความหมายว่า "เอื้อมไม่ถึง" หรือหมามองเครื่องบินแบบไทยๆนี่แหละครับ ..




แต่หนุ่มๆ ที่คิดว่าตัวเองมักจะต้องเอาแต่มองเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันมากหรอกนะครับ หมาบางตัว เจ้านายมันก็พาขึ้นเครื่องบิน ..เห็นมะ มันไม่ใช่เอาแต่เห่าเวลาเครื่องบินบินผ่านนะ ..ถ้าเจ้านายไม่ได้ใจดีพาขึ้นเครื่อง เราก็ยังรอวันเด็กได้อีกนะ ไปดูเรื่องบินทหารใกล้ๆเลย ของแพงกว่าอีก วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันเด็กก็มีหลายครั้งเช่นกันนะครับ สู้ต่อไปไอ้มดแดง แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นหมาขี่เครื่องบิน

ค่อนข้างพบได้น้อยว่า Out of my league จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การหมายตาเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศหมายตาหนุ่มไฮโซ  หรือหนุ่มบ้านๆหมายตาดาวมหาลัย ใช้ได้หมด ..แต่อย่าหมายตากันมากได้ป่ะ ..มันคิดถึงหมาตายทุกทีเลย ในเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมามองเครื่องบินก็แย่แล้ว อย่าให้ต้องเป็น "หมาตาย" ถ้าเอาแต่หมายตา มันก็จะเป็นหมาตายจริงๆนั่นแหละ  จะดีกว่าไหม ถ้าจะทำอะไรให้เขา-เธอได้เห็นบ้าง บางครั้งคนเรามันดูดีขึ้นมาได้จากความสามารถเฉพาะตัว เช่นเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่ง เล่นกีฬาเก่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น หาข้อดีในตัวคุณแล้วทำให้มันเด่น ..แล้วหมาจะไม่ตาย!!!  โรนัลดินโย่ยังหล่อลากดิน โดยไม่ต้องไปจัดฟันเลยสักนิด อิอิ

มีใครบางคนที่ผมรู้จักดี ..มองเครื่องบินมาเจ็ดปีเต็มๆ  ..เมื่อสองสามวันก่อนพบว่าเครื่องบินที่เขามองเดินใส่ชุดคลุมท้องไปเสียแล้ว ..นานไปหรือเปล่า?  

เอาละครับ ตอนสั้นๆมันก็ไม่เคยสั้นทุกที เพราะเวลาคิดเรื่องหนึ่งมันมักจะโยงไปหาเรื่องอื่นๆ แล้วอดเขียนไม่ได้สักที ถ้าเขียนต่อเดี๋ยวจะมี ดอกฟ้ากับหมาวัด พริกขี้หนูกับหมูแฮมอะไรแถวๆนั้นออกมาอีก เพราะมันแว๊บๆขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่  วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Out of my league" แปลว่ามันไกลเกินความสามารถของตัวเราครับ



จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Moodle


ฉากหนึ่งในภาพยนต์ เรื่อง "She's out of my league" .. หนุ่มๆสี่คน ในเรื่องคุยกันอยู่ในสระน้ำ คนหนึ่งบอกเพื่อนว่า "You're a moodle" ..เล่นเอาเพื่อนงง อะไรวะ Moodle? และถ้าเพื่อนแกงง ผมว่าพวกเราก็งง ที่จริงผมก็งง แต่ในเรื่องเขาก็เฉลยไว้แล้ว ผมจึงหายงงแล้ว ..และเดี๋ยวผมจะเฉลยให้ฟังที่หลัง ไปนอกเรื่องสักนิดหนึ่งก่อน










สองอาทิตย์ก่อน มีข่าว "เสก โลโซ" แทบจะทุกวัน เรื่องของดาราผมก็ไม่วิจารณ์หรอก แต่ต้นตอความซวยของพี่เสกในวันนี้ มันเกิดจาก "ความเจ้าชู้" อย่างเดียวเลย ไม่ใช่เกิดจากที่พี้ยาแล้วถ่ายภาพเก็บไว้ .. มองให้เป็นธรรมะไปเลยก็ได้ คือคนเราถ้าทำกรรมไม่ดีเอาไว้ มันอาจจะยังไม่ได้ส่งผล เพราะจริงๆแล้วเราอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังรับผลของกรรมดีที่เคยทำไว้ในอดีต .พอวันหนึ่งถึงคราวซวย กรรมเก่าๆมันพากันมารุมกินโต๊ะครบทุกเรื่องเลย โดนคดี โดนออกจากงาน เสียเมีย เสียชื่อเสียง ทีเดียวครบ นี่เป็นความไม่แน่นอนของชีวิต และมันเป็นไปตามกฏ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" นั่นเอง

วันก่อน ผมได้ยินป้าเสื้อแดงคนหนึ่งพูดว่า "ไอ้เสก มันไม่ติดคุกหรอก เส้นมันใหญ่ เพราะเป็นเด็กป๋า!!"  ...เฮ้ย คนละเสกกันแล้วป้า นี่มันเสก โลโซ อันนั้นมันเสก ไฮโซ  ..ฮามากก

"ผู้ชายเจ้าชู้" มันมีแสลงที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า "Tomcat" ครับ คำนี้ถ้าใช้กับผู้หญิงความหมายจะต่างกัน เพราะมันจะแปลว่า ผู้หญิงที่เชี่ยวชาญมากเวลาอยู่บนเตียง แต่พออยู่ในสังคมเวลาปกติกลับดูเรียบร้อย ..สาวๆจะดีใจหรือเสียใจ ถ้ามีใครมาบอกว่าคุณเป็น Tomcat?

และ Tomcat ก็ยังมีความหมายอีกอย่างหนึงถ้าใช้กับชายแก่ ...เพราะเสือทอมมันคือ "โคแกที่ชอบกินหญ้าอ่อน" นั่นเอง ใน Urban Dictionaty บอกไว้ว่าหมายถึงชายแก่ อายุ 60 up ที่ชอบกินเด็ก อายุ 17-18 ..จริงๆแล้ว 17 นี่มัน Illegal นะลุง ติดคุกเอาง่าย ๆ ควรจะขอดูบัตรประชาชนก่อนด้วยนะ

แล้วถ้าเป็นป้าๆ ที่ชอบกินเด็กบ้างล่ะ ..อันนี้ก็มีแสลงเหมือนกัน เขาเรียกว่า "Cougar" ครับ นอกจะจะใช้กับป้าๆที่กินเด็กแล้ว ยังใช้กับป้าๆที่อายุเยอะแล้ว แต่ยังดูฮอท ดูหน้ายังอ่อนๆอยู่ คำว่าอายุเยอะในที่นี้ก็ประมาณว่า ถ้าขับรถมาจากดินแดงไปตามถนนวิภาวดีมาถึงตรงประมาณดอนเมืองน่ะครับ ..คือว่า เลยหลักสี่ไปแล้วนั่นเอง .. ถ้าป้าๆคูการ์ในชีวิตจริง ดูดีเหมือนป้าๆในซีรี่เรื่องคูก้าทาวน์ (Cougar town) ..ผมว่าสาวๆคงอิจฉา เพราะป้าแกคงคว้าเด็กๆไปกินได้หมดทาวน์นั่นแหละ หุหุ








ผู้ชาย-ผู้หญิง ไวไฟ พอๆกันนั่นแหละ แต่เก็บอาการได้ดีมากน้อยต่างกัน ตามกฏของสังคมที่พวกเขาอยู่


Moodle


ที่นี้เราพูดถึงหญิงร้ายชายเลวกันมาแล้ว มันก็ยังมีผู้ชายอีกประเภทหนึ่ง น่ารัก อ่อนโยน เป็นเพื่อนที่ดีของผู้หญิง เป็นที่ปรึกษาของเธอได้ทุกเรื่อง ต่อให้เธอทะเลาะกับแม่ หนีออกจากบ้านไป ก็ยังสามารถไปนอนที่บ้านเขาได้ "โดยสวัสดิภาพ" ..สุภาพบุรุษที่สุดในสามโลก ว่างั้นเลย.. ครับผู้ชายแบบนี้เรียกว่า Moodle นั่นเอง .. กว่าจะวกกลับมาเข้าเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ได้ ก็เหนื่อยเลย  .. อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สาวๆ อาจจะยากได้ Moodle ไว้ในคอนโทรลสักคน ..อ่ะอ่านต่อไปก่อน

บทสนทนาในเรื่อง She's out of my league เป็นอย่างนี้ครับ
A: You're a Moodle
B: Moodle?
A: It's Man-Poodle, Girls they wanna take you for a walk, they wanna feed you, they wanna cuddle you, BUT! no girl wants to do a moodle.

"Moodle" มันเกิดจากการผสมระหว่าง Man และ Poodle, หมายถึงผู้ชายแสนดีน่ารักเหมือนพุดเดิ้ล, ผู้ชายมุ๊ดเดิ้ล อยู่ในสถานะเดียวกับ พุดเดิ้ล กล่าวคือ ผู้หญิงชอบพาไปเดินเล่นด้วย ไปทานอาหารด้วย ชอบกอดรัดฟัดเหวียง(แบบน่ารักน่าเอ็นดู) ..แต่ No girls want to do a moodle แต่เธอไม่นอนกับเขา จริงๆแล้ว มันจะสื่อว่า ถ้าคุณจะจีบผู้หญิงด้วยการเก๊กสุภาพบุรุษ ทำให้เข้าไว้ใจเหมือนเป็นเพื่อน เธอก็จะไว้ใจจริงๆ แต่ก็จะเป็นได้แค่เพือนนั่นแหละ .. ไม่ได้แอ้มหรอก


ดังนั้นผู้ชายที่เก๊กมาดสุภาพบุรุษ ..ไม่แตะเนื้อต้องตัว ระวังไว้นะ วันหนึ่งพาสาวไปนอนบ้าน แล้วตอนเช้าเธอจะถามคุณว่า "เป็นเกย์หรือเปล่าเนี่ย" .. คนเราอุตสาห์เป็นสุภาพบุรุษ ไม่แตะเนื้อต้องตัวเธอ ยังจะมาถามให้เจ็บกระดองใจ ..ถึงตอนนั้นคุณจะนึกถึงโดเรม่อน ขอไทม์ แมชชีน ก็ไม่ทันแล้วล่ะนะ ..

วันนี้คุณได้รู้จักคำที่ใช้บรรยายพฤติกรรมของผู้หญิง-ผู้ชายที่มีต่อเพศตรงข้าม
- Tomcat ใช้กับชายหนุ่ม หมายถึงชายเจ้าชู้ ใช้กับชายแก่หมายถึงโคแก่ที่กินหญ้าอ่อน ใช้กับผู้หญิง หมายถึงผู้หญิงที่เก่งเรื่องบนเตียงแต่ดูภายนอกเรียบร้อย
- Cougar ใช้กับผู้หญิงเท่านั้น หมายถึงป้าๆที่ชอบกินเด็ก หรือป้าๆที่ทำตัวสาวตลอดเวลา
- Moodle หมายถึงผู้ชายที่ดีเวอร์ๆ สุภาพบุรุษเวอร์ๆ จนผู้หญิงไว้ใจให้ใกล้ชิดได้ ..แต่เขาจะไม่มีวันได้อะไรมากกว่านั้น

แล้วพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

ปล. ข้อเขียนของผมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ไม่สนับสนุนให้ทำผิดศีลธรรม มีชู้ มีกิ๊ก หรือผิดศีลข้อ 3 นะครับ หากเกิดขึ้น ผมขอแจมด้วย เอ๊ย ..ไม่ใช่ ผมไม่รับผิดชอบนะคร๊าบบบ อิอิ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Gig (กิ๊ก)


"I had a gig at SCB last night."

ประโยคด้านบนนี้ ฟังแล้วจั๊กกะจี้หู "มีกิ๊กที่ SCB เมื่อคืนก่อน" โว้ววว.  "กิ๊ก" เป็นคำเกิดใหม่ในภาษาไทย มีพัฒนาการของคำมาพอสมควร ในตอนแรกๆ คำว่ากิ๊ก จะหมายถึงการแอบๆปิ๊ง สนิทสนม เหมือนกับเป็นคำย่อของ "กุ๊กกิ๊ก" ไม่ได้มีความหมายร้ายแรงในเชิงชู้สาวเหมือนในปัจจุบัน หลังๆนี่ความหมายก็เปลี่ยนออกไป มีเรื่องของ intimacy affair มาเกี่ยวข้องด้วย และการใช้ก็เพิ่มการเป็นคำกิริยาด้วย เช่น "นางสาวเอกิ๊กกับนายบีอยู่" ในขณะที่ยังใช้เป็นคำนามได้เหมือนเดิม ..มันใกล้เคียงกับคำว่า "ชู้" มากขึ้นทุกวัน แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านกิ๊ก จะพยายามบอกว่า "กิ๊กไม่ใช้ชู้ ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก" ...มันมีความหมายเดียวกันกับ "กิ๊กก็คือชู้ประเภทหนึ่งที่แฟนรู้แล้วต้องเลิก" นั่นเอง และนั่นก็เป็นแค่กฏที่ไม่ได้มีสมาคมกิ๊กมารับรอง "จรรยาบรรณกิ๊ก" สักหน่อย ในทางปฏิบัติจึงค่อนข้างยาก ..เวลาที่คุณ Crush on someone คุณคิดว่ามันจะเลิกง่ายๆ เหรอ? ในทางปฏิบัติ กิ๊ก จึงไม่ได้ต่างกับชู้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมเอง ..ไม่ต้องเห็นตามก็ได้ครับ บางคนอาจบอกควบคุมตัวเองได้ "เอาอยู่" เหมือนพี่เสก โลโซ ก็ว่ากันไป 

ที่นี้เราจะไปดู GIG ในภาษาอังกฤษกันบ้าง

ก่อนที่ผมจะรู้จักคำนี้ ผมเคยคิดว่า คำว่า Gig นี้ไม่มีในโลกของภาษาอังกฤษ นอกจากเป็นคำย่อของ "Gigabyte" เท่านั้น จนวันหนึ่งไปอ่านในเพจของ James Valentines ซึ่งเป็นมือกีต้าร์ของวง Maroon 5 (และเป็นไอดอลผมด้วย) โพสต์ว่า I'm going to have a gig at SF tomorrow. จริงๆ ผมก็เดาความหมายไว้ในใจแล้ว ว่ามันควรจะหมายความว่าอย่างไร คุณเจมส์ แกคงไม่ได้คิดจะไปหากิ๊กที่ซานฟรานซิสโกหรอก แต่เพื่อความชัวร์ก็ต้องไปถามอากู๋(Google) สักนิดหนึ่งก่อน

คำว่า GIG ในภาษาอังกฤษ มันเป็นศัพท์ที่ใช้มากในยุค 50s โดยพวกนักดนตรี มันหมายถึงการแสดงที่เป็น live performance หรือแสดงสดนั่นเอง นั่นเป็นความหมายแรก และเนื่องมาจากงานแสดงเป็นงานของนักดนตรี มันจึงมีความหมายถึง "งาน" ไปด้วย ในวงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Music industry จึงเอาคำนี้ไปใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า "Job" เช่น I've got new gig at NY Times. แปลว่าฉันได้งานใหม่ที่นิวยอร์คไทม์ และความหมายว่า "งาน" จึงเป็นอีกความหมายของมัน สำหรับในความหมายที่หมายถึงการแสดงสดนั้น ก็ยังได้ถูกใช้กับการแสดงอื่น ๆ อีกด้วย เช่นแสดงละครเวที โอเปราห์ ทอล์กโชว์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อย่าไปเปลี่ยน "Steve Jobs" ให้เป็น "Steve Gigs" นะครับ ฮาาาา..

สำหรับการนำไปใช้ ผมคิดว่ามีการใช้ในแวดวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พวก Music industry น้อยมาก ๆ คือแทบจะไม่เคยได้ยินจากหนัง จากเพลง จากข่าว หรือโฆษณาอะไรเลย แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่เป็นปกติ ในหมู่นักดนตรี ในความหมายถึงการแสดงสด  จริงๆมันก็ยังมีความหมายอื่น ๆอีก แต่ไม่ได้ใช้แพร่หลายนัก จึงไม่อยากจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ เช่นหมายถึงการเต้น (dance) เป็นต้น

ความหมายของประโยคที่จั่วหัวไว้ตอนต้น I had a gig at SCB last night. จึงหมายถึงฉันมีงานแสดง(ดนตรี) ที่ SCB เมื่อคืนก่อนครับ .. ก็ถ้าใครได้ไปไปดู เมื่อวานนี้ผมและสมาชิกอีก 2 คน จากวง Astra ไปเล่น Acoustic แบบชิลด์ๆ ที่ Courtyard  .. ที่จริงแล้วผมเล่นได้ดีกว่าที่เห็นมากครับ .. จนกระทั่งถูกธนูปักเข่า ก็จึงเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ 555+

วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Gig" ในภาษาอังกฤษ ว่าหมายความว่าอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ขอให้เป็นคนดีไม่ไม่กิ๊กกันทุกคนนะครับ

แล้วพบกันใหม่
23.12.2011

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Kiss(es) Under the Mistletoe

"With you, shawty with you
With you, shawty with you
With you, under the mistletoe .."

ประโยคข้างบนนี้ ช่วงนี้ได้ยินแทบจะทุกวัน เพราะมันเป็นท่อนคอรัส (หรือที่เรานิยมเรียกว่าท่อนฮุค) ในเพลง "Mistletoe" ของหนุ่มน้อย "Justin Bieber" นั่นเอง ผมเดาเอาเอง(เช่นเคย) ว่าจะมีคนหลายๆคนฟังแล้วงงว่า ไอ้เจ้า Mistletoe มันคืออะไร ส่วนคำว่า "Shawty" ในประโยคข้างบน แปลว่า "สาวน้อย" ผมเคยอธิบายไว้ในตอนเก่าๆ ถ้าสนใจก็ ไปขุดมาอ่านกันได้ครับ

เชื่อไหมว่าพอพมเห็นคำว่า Shawty และ With you อยู่ด้วยกันในเพลงนี้ ผมก็สงสัยทันทีว่า เพลงนี้ Chris Brown เป็นคนแต่งหรือเปล่า ก็เลยไปหาข้อมูลดู ปรากฏว่า ใช่จริงๆด้วยครับ Chris Brown เป็นคนแต่งเพลงนี้ให้ Justin Bieber ร้อง เห็นมะ!! ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะไม่ทิ้ง Signature ของตัวเอง คริส บราวน์ ชอบใช้คำว่า Shawty ในเพลง และยังใช้คำนี้ในเพลง "With you" อีกด้วย คนที่เรียนด้านอาชญวิทยาจะถูกสอนให้วิเคราะห์ Signature ของคนร้าย เพื่อเชื่อมโยงกับคดี และหาผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น  พูดมาถึงตอนนี้แล้วก็นึกถึงข่าว ที่คนสนิทของ "แทนคุณ จิตอิสระ" ถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจมีความคืบหน้าของคดีไปพอสมควร ในขณะที่คุณอี้พูดถึงลักษณะและวิธีการยิง ว่าเป็น Signature ของมือปืนคนหนึ่ง ซึ่งตำรวจไม่สนใจในประเด็นนี้ คุณอี้ จึงเกรงว่าจะจับผิดตัว และผู้ต้องหาตัวจริงจะลอยนวล ...ก็เล่าให้ฟังเฉย ๆ น่ะ เพราะมันเกี่ยวกับคำว่า Signature ซึ่งไม่ได้แปลว่าลายเซ็นต์เสมอไป ..


มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า

"Mistletoe" ที่จริงแล้วเป็นไม้พันธุ์หนึ่ง ที่มันไม่ได้ขึ้นบนดิน แต่จะขึ้นบนต้นไม้เหมือนๆกับ "กาฝาก" ในบ้านเรานี้เอง และเขาก็จำแนกเจ้า Mistletoe ให้อยู่ในประเภทของกาฝากนี่แหละ กล่าวคือถือว่ามันเป็นปรสิต ที่คอยดูดอาหารที่จะไปเลี้ยงต้นไม้ เจ้า Mistletoe นี้จะมีผลเล็กๆเท่าลูกเบอรรี่ มีสีขาว หรือสีแดง แล้วแต่พันธุ์ ซึ่งข้างในมียางเหนียว ๆ ซึ่งเป็นพิษต่อผิวหนัง ผมไม่มีข้อมูลว่า ถ้ากินเข้าไปจะเป็นอย่างไร แต่ไม่น่าจะถึงตาย ไม่เคยกินเหมือนกัน อิอิ.



แล้วทำไม JB ต้องไปยืนอยู่ใต้ต้น Mistletoe นี้ด้วย? แค่ต้นกาฝากเนี่ยนะ จะโรแมนติกตรงไหน!

เรื่องนี้ต้องย้อนอดีตไปถึงยุโรปยุคต้น สมัยที่ในยุโรปยังเชื่อเรื่องแม่มด มีความเชื่อกันว่า เจ้า Mistletoe นี้สามารถนำมาใช้ป้องกันมนต์ของแม่มดได้  บ้านเราก็เจ๋งไม่แพ้กัน เพราะเรามีใบหนาดไว้ป้องกันมนต์แม่นาคได้ ฮ่าฮ่า นอกจากนั้นยังเอามาปรุงเป็นยาได้หลายขนานทีเดียว จึงมีความเชื่อกันว่า Mistletoe มันเป็นไม้มงคลยิ่งนัก และถูกเอามาประดับตามบ้าน ด้วยเหตุผลคล้ายๆกับที่เราเอาใบหนาดมากันผีกระสือนั่นแหละ อย่างไรก็ตามในส่วนที่ว่าเป็นยานั้น ไม่ได้มีตำหรับยาตกทอดมาถึงปัจจุบันเลย จึงไม่รู้ว่ามันเป็นยาอะไรยังไงแน่ คือคุณต้องเข้าใจก่อนว่ามันมาจากยุโรปยุคต้น เราทราบๆกันอยู่แล้วว่า ในยุโรปยุคกลางศาสนจักร เป็นใหญ่เหนืออาณาจักร เรื่องแม่มดหมอผี ยาผีบอก มันย่อมขัดต่อกฏของศาสนจักร ขนาดตำหรับยาของนอสตราดามุส ยังถือว่าผิดกฏหมาย ที่จริงมันก็เรื่องสำอางค์ธรรมดานี่เอง แล้วคิดเหรอว่าตำหรับยาที่มี "ความขลัง" จะถูกปล่อยให้หลุดรอดสายตาของโบสถ์ไปได้ ..

มาดูตำนานของกรีกกันบ้าง
ที่กรีกเขานิยมนำเจ้า Mistletoe มาทำซุ้ม พิธีแต่งงาน เขาถือความเป็นมงคลของไม้ชนิดนี้ เช่นเดียวกับชาวยุโรป และยังเชื่ออีกว่าถ้าแต่งงานใต้ซุ้มที่ประดับประดาด้วย Mistletoe เจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็จะอยู่กันยืด ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เขาไม่ได้บอกว่าด้วยเพชรบลูไดม่อนหรือเปล่า ..ฮาาา แล้วถ้าคนที่ยังไม่แต่งงานกันมาจุมพิตกันใต้ซุ้มนี้ ก็จะเหมือนกับได้รับคำอวยพรให้ทั้งสองคนได้แต่งงานกันในอนาคต หนักๆเข้าผู้ชายกับผู้หญิงคบๆกันไป ผู้หญิงต้องการความมั่นใจ เลยจับผู้ชายไปสาบาน ..เอ้ย ไม่ใช่ ไปคิสสสกันใต้ Mistletoe มันจึงมีความหมายว่าเป็นการให้คำมั่นสัญญา (Commitment) ว่าจะแต่งงานกันไปโดยปริยาย ..ฟังดูก็ไม่เห็นจะโรแมนติกไปกว่า ไอ้ขวัญกับอีเรียม ที่สาบานกันอยู่ใต้ต้นไทร ถัดออกไปมีเจ้าทุยยืนเคี้ยวเอื้อง และนกเอี้ยงสองตัว เกาะเขาข้างละตัว เป็นพร๊อบที่โรแมนติกมวากกส์  ว่ามะ?




จากยุคกรีกนี่เอง จึงเกิดคำว่า "Kiss(es) under the Mistletoe" และในเพลง "Mistletoe" จัสติน บีเบอร์ บอกว่า เขาอยากจะไปยืนอยู่ใต้ต้น Mistletoe กับเจ้าหล่อนที่เขาพูดถึง ผู้หญิงที่ทำให้เขาไม่ได้ออกไปเล่นสนุกสนานในเทศกาลคริสต์มาส เพราะมัวแต่คิดถึงเจ้าหล่อนอยู่นั่นเอง จัสติน อยากไปยืนใต้ต้นไม้กับเธอ เพื่อที่ว่าจะได้จุมพิตเธอ (ลิเกไปหรือปล่าว อย่าเพิ่งอ๊วกนะ) ซึ่งการจุมพิตใต้ต้น MIstletoe มันสื่อความหมายว่า "ขอเป็นแฟนกับเธอ" ซึ่งมันเป็นความหมายปัจจุบันครับ ไม่ได้แปลว่า "ฉันจะแต่งงานกับเธอ" แบบในยุคกรีกอีกต่อไป

และเพลง Mistletoe ก็เป็นซิงเกิ้ลที่ตัดออกมาจากอัลบัม "Under the mistletoe" ซึ่งจะวางแผงเร็วๆนี้ครับ  ..เอ้าโฆษณาให้ซะงั้น

วันนี้คุณได้เรียนรู้ว่า
1. จัสติน บีเบอร์ ไม่ได้แค่จะไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้กับสาวน้อยเฉยๆ  แต่เขาจะจูบเธออีกด้วย  ..เป็นเด็กเป็นเล็ก คิดจะหลอกสาวไปจูบ ..เดี๋ยวเตะกลิ้งเลยนี่
2. Kisses under the Misstletoe ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงว่าสองคนที่จูบกันใต้ต้นนี้จะคบกัน ..ก็ไม่รู้ว่าถ้าจูบใต้ตนไม้อื่น ๆ อย่างต้นลีลาวดีหน้าบ้านผม มันจูบได้ฟรี ไม่ต้องคบกันก็ได้ ..หรือไงนะ?
3. Mistletoe เป็นไม้ตระกูลกาฝาก มันมีความหมายขึ้นมาได้ เพราะคนไปใส่ใจมันเอง ถ้าเราอยากจะทำให้ "ใบหนาด" ดังบ้าง ก็ให้แกรมมี่ แต่งเป็นเพลงไปให้เทเลอร์ สวิฟต์ร้อง เดี๋ยวต่างชาติมันก็สนใจเองแหละ ว่าอะไรคือใบหนาด และจะเริ่มคิดว่าแม่นาคสวยเหมือนเทเลอร์ สวิฟต์ อีกด้วย!!!

พบกันใหม่ เมื่อธนูปักเข่า ..เอิ๊กกกก
19.12.2011

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

พระนางสุพรรณกัลยามีตัวตนจริงหรือ?

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวรกำลังอยู่ในกระแส ภาคที่สามและสี่กำลังจะเข้าฉายด้วย ในอีกด้านหนึ่งพระนางสุพรรณกัลยาก็โด่งดังขึ้นมาไม่แพ้กัน มีอนุสาวรีย์และมีคนไปกราบไหว้ ผมคงไม่ถามว่าคนเหล่านั้นไปไหว้อนุสาวรีย์ทำไม เพราะมันไม่ได้ผิดวิสัยอะไร ที่คนไทยไหว้ไปหมดแหละ แม้กระทั่งต้นกล้วยตานีก็ยังไหว้ได้

ในพงศาวดารไทยที่บันทึกไว้ ไม่มีสักตอนเดียวที่กล่าวถึงพระนางสุพรรณกัลยา แต่มีบรรยายเรื่องตั้งแต่เมื่องพิษณุโลกทรยศต่ออยุทธยาหันไปเข้ากับพม่า เป็นเหตุให้ไม่มีหัวเมืองด้านทิศเหนือป้องกันพระนครกรุงศรีอยุทธยา และต้องพ่ายแพ้ต่อบุเรงนองในที่สุด จนกระทั่งพระองค์ดำ กอบกู้เอกราชได้ นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มากที่สุดแล้ว ยังไม่มีกล่าวถึงพระนางสุพรรณกัลยาเลย

แล้วพระนางเกิดมาได้อย่างไร ผมศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควรเพื่อจะค้นหาความจริง พอมาเรียงลำดับเหตุหาร์ดูก็จะได้ประมาณนี้

ในช่วงประมาณ 2530 แพทย์หญิงท่านหนึ่งที่เปิดบริษัทขายยาของตัวเอง ฝันเห็นพระนางสุพรรณกัลยา มาบอกว่าป็นพี่สาวของพระนเรศวร แพทย์หญิงคนนี้ก็จึงนำหน้าพระนางไปเป็นโลโก้ขายยาน้ำ ขายดิบขายดี คนก็รู้จักว่านางคือพี่สาวพระนเรศวรมีหน้าตาเหมือนที่ข้างขวดยานี่แหละ

คนที่มีอายุเกิน 35 และเรียนวิชาสังคมทั้งประถมและมัธยม จะไม่มีพระนางสุพรรณกัลยาในบทเรียน แล้วทุกคนจะงงว่าทำไมไม่เคยเรียน(วะ)

หลังจากกระแสพระนางฯเริ่มดังจากข้างขวดยา จึงเริ่มมีการไปค้นหาประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ก็พบว่า ใน "คำให้การขุนหลวงหาวัด" มีนาง "จันทร์กัลยา" เป็นพี่สาวพระนเรศฯซึ่งถูกกวาดต้อนไปยังหงสาวดี จึงอนุมาณกันว่านี่คงเป็นนางสุพรรณกัลยานั่นเอง แล้วขุนหลวงหาวัดเป็นใคร? ขุนหลางหาวัดคือพระเจ้าอุทุมพร พี่ชายของพระเจ้าเอกทัศกษัตร์องสุดท้ายแห่งอาณาจักร์กรุงศรีอยุทธยาแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สองซึ่งเป็นสามัญชน(ต่อจากราชวงศ์ปราสาททอง) ซึ่งเหตุการณ์นั้นห่างจากรัชสมัยที่พระนเรศวรทรงกู้ชาติเกือบๆ 200 ปี มีความเป็นไปได้ยากมากที่ขุนหลวงหาวัดจะรู้เรื่องของพระนางสุพรรณกัลยา

ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองพม่า เราจึงมีโอกาศได้นำเอาพงศาวดารของพม่ามาศึกษาบ้าง เมื่อศึกษาก็พบว่าบุเรงนองมีเมียหลายคน ส่วนใหญ่ได้มาจากการไปตึเมืองต่างๆ แล้วก็มักจะเอาลูกสาวเมืองนั้นๆมาทำเมีย แล้วในพงศาวดารก็กล่าวถึงนางนาง "อะเมี๊ยวโย่ง" ที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกสาวเมืองไหนกัน จึงเกิดอาการจตุพร(ตู่)ว่านี่แหละคือเจ้าหญิงของไทยเป็นพี่สาวพระนเรศนั่นเอง

จากนั้นมีการแปลหนังสือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" จากภาษาพม่ามาเป็นภาษาไทย ซึ่งต้นฉบับนั้นก็แปลจากภาษามอญมาเป็นภาษาพม่าอีกที และโปรดสังเกตุว่าคำให้การทั่งหมด ล้วนให้การเป็นภาษามอญ แม้แต่เจ้าของไทย อย่างพระเจ้าอุทุมพรเองก็ยังให้การเป็นภาษามอญ แปลกมากที่คำให้การของคนไทย แต่ทำไมไปพูดภาษามอญ สรุปว่าแปลเสร็จ พศ.2542 บอกว่าหลังจากที่ทัพพม่าพ่ายแพ้ต่อทัพของกรุงศรี พระมหาอุปราชถูกฟันสะพายแล่งสิ้นพระชนม์บนหลังช้างพระที่นั่ง ทำให้นันทบุเรงเกิดอาการโกรธจัด แล้วไปปลงพรชนม์นางอะเมี๊ยงโย่งถึงในพระตำหนัก จึงเสริมความเชื่อที่ว่าอะเมี๋ยวโย่งนั้นมาจากอยุทธยาจริงๆ แต่ตรงนี้ก็โปรดสังเกตุว่าคำให้การชาวกรุงเก่าให้การหลังเสียกรุงครั้งที่สอง ซึ่งหากจากครั้งแรกสองร้อยปี และยังไปเล่าเรื่องในฉากที่นันทบุเรงสังหารนางอเมี๊ยวโย่ง ผมสงสัยว่าหน้าใหนในกรุงศรีฯจะเห็นเหตุการณ์นี้ในพระตำหนักส่วนพระองค์มาบ้าง เป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

แต่ตรงจุดนี้ทำให้คนไทยเชื่อกันไปใหญ่ว่า นางอเมี๊ยวโย่งคือพระนางสุพรรณกัลยาจริง ๆ แล้วจากนั้นก็มีโคตรบังเอิญอีกว่าไปพบคำวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บอกว่าการที่พระนางต้องไปอยู่กรุงหงสาวดี คงมิใช่ว่าถูกกวาดต้อนไปเยี่ยงทาส แต่เป็นการเต็มพระทัยไปเพื่อแลกกับการให้พระองค์ดำได้กลับกรุงศรีฯ เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญของอยุทธยาต่อไป ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากรมพระยาดำรงฯ ท่านเอาไอเดียนี้มาจากไหน แต่ไม่ตรงกับคำให้การชาวกรุงเก่าเลย และตอนนั้นพระองค์ดำอายุแค่เก้าขวบเอง

ต่อมามีนักประวัติศาสตร์ชาวพม่าชื่อมิกกี้ ฮาร์ท ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์จากพงศาวดาร ของพวกมอญ และอื่นๆอีก พบว่านางอเมี๊ยวโย่งมิได้ถูกปลงพระชนม์ และเป็นชาวอังวะ และแก่ตายตามปกติที่อังวะนั้นเอง ซึ่งตรงนี้ทำให้สมมติฐานว่านางอเมี๊ยวโย่งคือพระนางสุพรรณกัลยาเป็นอันตกไป แต่คนไทยไม่เชื่อนักประวัตศาสตร์ท่านนี้หรอกครับ เพราะคนไทยเชื่อไปแล้วว่าอเมี๋ยวโย่งคือสุพรรณกัลยา อนุสาวรีย์ก็สร้างให้แล้วเพราะสุพรรณกัลยาทำความดีเสด็จไปแลกตัวกับพระองค์ดำ ท่านมุ๊ยก็ไปศึกษาพระตำหนักของอเมี๊ยวโย่งเอามาทำฉากในหนังแล้วด้วย ถ้าคนไทยเชื่อสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไป ก็หลับหูหลับตาอยู่กับเรื่องโกหกไปดีกว่า

ความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าพระนเรศวรมีพี่สาวจริง แต่น่าจะสาบสูญไปตั้งแต่ที่เมืองพิศณุโลก ตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีแล้ว ถ้าอยากเชื่อเรื่องพระนางสุพรระณกัลยาจริงๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลหนาแน่นกว่านี้จึงจะเชื่อได้ ทุกวันนี้เห็นว่าคนไทยกำลังถูกทำให้เชื่อ โดยไร้เหตุผล จึงต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเตือนสติกันบ้าง


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน More than meet the eyes

วันนี้โพสต์จากบนไอแพด ไม่มีรูปประกอบสวยๆ ต้องขออภัยด้วยนะครับ

More than meet the eyes


ระว่างที่นั่งดูเรียลลิตี้โชว์ True Beauty season 2 ผู้เข้าแข่งขันสองคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดสองคนสุดท้าย (Bottom two) ต้องเข้าไปให้กรรมการตัดสินในรอบชิงดำ ก่อนจะถูกคัดตัวออก แลพต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านทันที 1 คน ระหว่างเดินทางไปพบกรรมการ ก็จะมีการจัดฉากให้ทั้งสองคนแสดงความงามภายใน (Inner beauter) โดยให้ชายแก่อ้วนเหงื่อท่วมตัว เข้ามาทักทาย เพื่อดูว่าใครที่จะแสดงท่าทางเป็นมิตร หรือแสดงการรังเกียจ ตรงส่วนนี้ของการแข่งขัน กรรมการคนหนึงพูดว่า "There is more to this compettition than meets the eyes" มาดูกันว่ามันหมายความว่าอย่างไร

"More than meet the eyes" หมายความว่ามากกว่าที่ตาเห็น คือมันมีเรืองที่ซับซ้อนยุ่งยากกว่าที่เห็นๆ ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ (ซึ่งเปลี่ยนช่องมาดู CNN แล้ว) ผมคงต้องบอกว่า "There is more to Mediterranean Sea war than meets the eyes" "สงครามทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนมีอะไรซับซอนมากกว่าตาเห็น" ผมคิดอย่างนั้นเนื่องจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาลสามารถมีรถถัง มีปืนใหญ่ สามารถยืดเมืองสำคัญๆได้ถึงหกเมือง เกินกว่าที่ประชาชนที่ต้องกสรประชาธิปไตยทั่วไปจะสามารถทำได้ และสหรัฐจะสนใจเข้ามาไหมถ้าลิเบียไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับสามของโลก นี่ไงครับ More than meet the eyes.

จนกว่าจะพบกันใหม่
21/03/2011


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Boot on the throat"

18 มกราคม 2554, ตื่นเช้ามา สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือเปิด iPad เพื่ออ่าน CNN จาก CNN Application เห็นข่าวประธานาธิบดี "หู จิน เถ่า" ไปวอชิงตัน เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี "บารัก โอบามา" ตอนนี้โลกประสพกับปัญหาเรื่องค่าเงิน สหรัฐพยายามให้จีนปรับค่าเงินหยวนเพื่อให้ "สะท้อนความเป็นจริง" ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินหยวนถูกตรึงให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 40% นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำโลกเขาคุยกัน



ผมสดุดอยู่ตรงคำพูดของ Charles Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตส์ ซึ่งแกเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะให้สหรัฐมีมาตรการตอบโต้จีนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีหรืออะไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งแกพูดว่า

"China's currency is like a boot on the throat of America's economic recovery" นั่นแหละครับ รองเท้าบู๊ตกับคอหอย มันเกี่ยวอะไรกับเงินหยวนกับเศรษกิจอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ "Boot on the throat"

"Boot on the throat" มีความหมายว่า "แรงกดดัน"  ผมพยายามนึกถึงสำนวนไทยที่มีความหมายตรงกัน แต่ก็นึกไม่ออกครับ ใครนึกออกแล้วส่งอีเมลล์มาบอกผมด้วยนะ (แต่ไม่มีรางวัลให้ อิอิ)

ทำไมฝรั่งถึงใช้ "Boot on the throat" แทน "แรงกดดัน" ลองนึกภาพตามนะครับ เอาอย่างนี้เลยแล้วกัน สมมติว่าประธาณาธิบดีโอบาม่า กำลังขึ้นเวทีเล่นมวยปล้ำกับประธานาธิบดีหูจินเถ่า ระหว่างการต่อสู่อย่างถึงพริกถึงขิง โอบาม่าเกิดเพลี่ยงพล้ำลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวที!!  หูจินเถ่าเห็นดังนั้นจึงเอาเท้าเหยียบคอเอาไว้ หูจินเถ่าในชุดนักมวยปล้ำใส่บูททรงสูงแบบ "ริกกี้ สตีมโบ๊ท" ยังไงอย่างงั้น ..อาการแบบนี้จึงเรียกว่า "บู๊ทอยู่บนคอหอย" หรือ "Boot on the throat"

อาการสืบเนื่องที่โอบามาจะได้รับ จากการ "เหยียบคอหอย" คืออะไร ก็ต้องหมดสิทธิ์ในการลุกขึ้นสู้ มีโอกาสจะดิ้นไปดิ้นมาหลุดออกมาได้ แต่ก็เสี่ยงต่ออาการคอหักอยู่ดี หูจินเถ่าจึงได้เปรียบ แกก็เหยียบอยู่อย่างนั้นแล้วคอยถามว่า ลื้อจะยอมแพ้อั๊วหรือยัง(วะ) อีตาโอบาม่า!! นั่นคือหูจินเถ่ากำลังกดดันโอบาม่าอยู่ ดังนั้นสำนวน "Boot on he throat" จึงแปลว่า "กดดัน" นั่นเอง เพราะแม้ว่าหูจินเถ่าจะได้เปรียบ แต่การเหยียบอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ชนะเกมส์ ถ้าโอบาม่ายังไม่บอกว่า "ยอมแพ้" มันจึงเป็นแค่การกดดัน ยังไม่ใช่การเอาชนะอย่างเด็ดขาด

ขอยกตัวอย่าง อีกสักหนึ่งตัวอย่างนะครับ ถ้ายังจำกันได้ BP บริษัทขุดเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเคยทำน้ำมันรั่วกลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของคนบริเวณปากอ่าว และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประโยคต่อไปนี้เป็นแอ๊กชั่นจากอเมริกาที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ (BP)

"We will keep our boot on the throat of BP to ensure that they are doing all that that is necessary, while we do all that is humanity possible to deal with this incident"

เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีมหาดไทของสหรัฐ "Ken Salazar" แปลความได้ว่า "เราจะกดดัน BP ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทาง BP จะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ในขณะที่เราเองก็จะทำทุกอย่างที่มนมุษย์จะกระทำได้ในกาจัดการกับเหตุการณ์นี้"

สายแล้ว .. ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ ขอจบตรงนี้เลย ถ้าไปสายเดี๋ยวทั้งเจ้านายและลูกน้องจะเอาบู๊ทมาวางบนคอหอยผม .. อิอิอิ ไปล่ะ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง "21 Guns"

*หลังจากที่ได้เห็นคนอื่นเขาแปลอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมพยายามอ่านแล้ว ผมไม่สามารถแปลไทยเป็นไทยได้ จึงขอแปลเองเลยดีกว่า...*




21 Guns


By: Green Day

Do you know what's worth fighting for,
คุณรู้มั้ยว่าอะไรที่มีค่าพอที่จะต่อสู้เพื่อมัน (หรือสิ่งนั้น)?

When it's not worth dying for
เมื่อมัน (หรือสิ่งนั้น) ไม่คุ้มค่าพอที่ตะต้องสละชีวิตให้

Does it take your breath away
มันทำให้คุณตื่นเต้นจนลืมหายใจ ..

And you feel yourself suffocating
จนกระทั่ง พอรู้อีกทีคุณก็ตอนที่คุณเกือบจะขาดใจหรือเปล่า?

Does the pain weigh out the pride
ความเจ็บปวดมันได้ลดความหยิ่งผยองของคุณ ..

And you look for a place to hide
กระทั่งคุณต้องหาที่หลบเร้นใช่ไหม?

Did someone break your heart inside
มีใครเคยทำให้คุณผิดหวังอย่างแรงหรือเปล่า?

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns

Lay down your arms
วางอาวุธเหล่านั้นลง
Give up the fight
เลิกต่อสู้เสีย

One, 21 guns

Throw up your arms into the sky,
โยนอาวุธพวกนั้นทิ้งไปเสีย
You and I
ทั้งคุณและฉันน่ะแหละ

When you're at the end of the road
เมื่อคุณเดินไปสู่จุดที่จนมุม ..

And you lost all sense of control
จนกระทั่งคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ..

And your thoughts have taken their toll
แล้วความคิดในหัวคุณ มันได้ไปทำลายล้างคนอื่นเขา

When your mind breaks the spirit of your soul
เมื่อจิตใจของคุณทำลายจิตวิญญาณของคุณเอง ..

Your faith walks on broken glass
เมื่อนั้นความศรัทธาของคุณก็เดินอยู่บนเศษแก้ว

And the hangover doesn't pass
และ(ศรัทธาที่ควรจะเหลือบ้าง) ก็ไม่สามารถเหลือรอดไปด้

Nothing's ever built to last
ไม่เคยมีอะไรที่สร้างมาให้อยู่ได้ค้ำฟ้า

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You and I

(ซ้ำ)
Did you try to live on your own
คุณได้ลองพยายามอยู่ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่

When you burned down the house and home
เมื่อคุณได้เผาบ้านเรือนของคุณเสียสิ้นแล้ว

Did you stand too close to the fire
คุณยืนใกล้กองไฟเกินไปรึเปล่า

Like a liar looking for forgiveness from a stone
เหมือนคนโกหกพกลมที่พร่ำร้องขอการให้อภัยจากก้อนหิน

When it's time to live and let die ..
เมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่ให้คุณกำลังอยู่และตาย(เท่านั้น)

And you can't get another try
และคุณไม่เหลือโอกาสอื่นอีกแล้ว

Something inside this heart has died
บางสิ่งบางอย่างในใจมันตายลงไปแล้ว

You're in ruins
คุณหมดสิ่นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You
-----------------------------------------
คำที่น่าสนใจ:
- take breath away = อาการตื่นเต้นจนกระทั่งลืมหายใจ ผมมักจะเป็นตอนขับรถเข้าโค้งสมัยที่ขับรถใหม่ ๆ แต่ถ้าผมพูดว่า That girl took my breath away แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นงามมาก กระทั่งมองแล้วลืมหายใจ เฮ้อ ... ก็ไม่รู้ว่าเกิดขาดใจตายขึ้นมานี่จะไปนรกหรือสววรค์กัน 5555

- take its toll = (ในเพลงใช้ taken their toll) คือการทำลายล้าง


- suffocating = อาการที่เกือบ ๆ ขะขาดใจ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรลองกลั้นหายใจให้นานที่สุด อาการช่วงที่เหมือนว่าจะขาดใจ และมันบังคับร่างกายของคุณให้ต้องหายใจอีกครั้งเรียกว่า suffocating

- break one heart  = (ในเพลงใช้ break your heart) คือการทำให้ผิดหวัง หรือเสียใจอย่างแรง


วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Shawty"

"Go, go, go, go
Go, go, go shawty
It's your birthday
We gon' party like it's yo birthday
We gon' sip Bacardi like it's your birthday
And you know we don't give a fuck
It's not your birthday!"


ขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังฟังเพลง "in da club" ของ 50 cent อยู่แล้วได้ยินประโยคที่ quote ไว้ด้านบน จึงเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า วันนี้ช้านจะเขียนคำนี้แหละ โดยปกติแล้ววัตถุดิบที่ใช้ในการเขียน ก็มักจะมาจากชีวิตประวันวันของเรานี่เอง  ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง อ่านข่าว มักจะมีคำที่แปลก ๆ ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ
 

สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมตั้งชื่อว่า 50 cent มันไม่เต็มดอลลาห์ คนไทยเขาจะถือว่า "ไม่เต็มบาท" แต่อีตานี้คนคงจะไม่ใช่ไม่เต็มบาทหรอก เพราะถ้าพูดถึงบาทน่ะ แกอาจจะมีหรือไม่มีไม่รู้ แต่ถ้าเป็นดอลลาห์ ก็ควรนับแกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีได้เลย

"Shawty" เป็นแสลงที่ใช้เรียกผู้หญิง หรือให้ผู้ชายใช้เรียกแฟนตัวเอง คล้ายๆกับที่ภาษาไทยเราเรียกว่า "สาวน้อย" ที่จริงแล้วมันแผลงมาจาก "Shorty" ซึ่งแปลว่าเตี้ย คือสาวน้อยร้อยชั่งมักจะต้องตั้วเตี้ย ๆ (หรือเปล่า อิอิ)  จะว่าไป ถ้าหนักแค่ร้อยชั่งนี่ไม่ใช่แค่เตี้ยอ่ะ ลูกกรอกชัดๆ!

คำว่า "Shawty" นี่เป็นคำเกิดใหม่ เริ่มพูดครั้งแรกใน Atlanta บ้านเกิดของ "ไรอัน ซีเครส" พิธีการชื่อดังแห่ง American Idol แรกเริ่มเดิมทีใช้เรียกคนตัวเตี้ย หรือเรียกเด็ก ๆ ต่อมาจึงขยายไปสู่ที่อื่น ๆ แล้วก็กลายเป็นแสลงเรียกใช้ผู้หญิงที่น่ารัก หรือใช้เรียกแฟน ตามที่อธิบายนั่นแหละครับ แต่ว่าใช้สำหรับให้ผู้ชายเรียกผู้หญิงเท่านั้นนะ  สาวๆ อย่าไปเรียกแฟนตัวเองว่า Shawty เข้าให้ เดี่ยวเขาจะพาลคิดไปไหนต่อไหน "เธอว่าอะไรของช้านมันสั้นง้านเหรอ"  มีเฮแล้วงานนี้

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าคำนี้มันกลายพันธุ์จากคำที่ใช้เรียกท่านบรรหาร กลายเป็นคำที่ใช้เรียกน้องแบม(ของท่านบรรหาร ฮา...) ไปได้ก็เพราะว่า มันถูกใช้เป็นคำที่เรียกเด็ก ๆ มาก่อนด้วย ก็เด็ก ๆ จะต้องตัวเตี้ยกว่าผู้ใหญ่ ภาษาไทยเรายังเรียกว่าไอ้หนูเลย บางทีก็เรียกเจ้าตัวเล็ก

ในภาษาอังกฤษคำที่ใช้เรียกเด็ก กลายมาเป็นคำเรียกคนรักหรือเรียกผู้หญิงตั้งหลายคำแล้วครับ เช่น Baby, Sweetie, My little girl ดังนั้น คงไม่ใช่้เรื่องหรักหนาสาหัสที่ "Shawty" จะยกระดับของตัวเองจากคำที่ใช้เรียกเด็ก ๆ มาใช้เรียกสาวน้อยร้อยชั่งกับเขาบ้าง หลายๆ ครั้งที่ภาษามันบ่องบอกวิธีคิดของคนนะครับ สำหรับคำว่า Baby มันกลายเป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกผู้ชายไปแล้วในปัจจับันนี้


คำที่ใช้เรียกผู้หญิงยังมีคำอื่น ๆ ที่นิยมใช้กันอีก เช่น "Chick", และ "ฺBreezie" คำแรกเราอาจเห็นบ่อยกว่า หลายๆคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คำหลังนี่เห็นได้น้อยกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเพลง Hip Hop ตัวยงก็คงได้ิยินบ่อย ๆ เช่นกัน ก็จำเพิ่มไปอีกนิด เวลาไปได้ยินหรือได้อ่านจากที่ไหน เราก็จะรู้แล้ว ว่า อ่อ...คำนี้หมายถึงผู้หญิงนั่นเอง


*คำว่า don't give a fuck ในเพลงนี้ มีความหมายเหมือน don't give a damn หรือ don't give a shit ที่ผมเคยนำเสนอไปในตอนอื่นแล้วนะครับ ลองไปหาอ่านดู

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

อ้อ..ลืมบอกไป ใครตาม Tweet ของผมจะพบกับคำศัพท์ แสลง หรือ idioms แปลกๆ อยู่เสมอ ทุกครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังคำแปลกๆ ก็จะ Tweet พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ทันที แล้ววันหลังผมก็จะเก็บเอามาขยายความใน Blog อีกที  ถ้าใครจะตาม (follow) twitter ของผมก็ mikky2012 นะครับ

สำหรับแฟนๆที่อ่านจาก http://247live.blogspot.com/ ผมได้ทำปุ่มให้ Follow Twitter ไว้ที่ลิงค์ด้านขวามือแล้วครับ ส่วนท่านที่อยากทราบความหมายของคำ ๆ ไหนจะส่ง e-mail มาถามเหมือนเดิม หรือจะมาทาง Twitter ก็ได้ครับ ตามสะดวก

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "รวมคำย่อยอดฮิต"

OMG, BRB, WTF, TTY, AKA, BTW, LOL, LMAO, ROTF และอื่นๆอีกมากมาย

ผมได้นำเสนอคำย่อไปบ้างแล้วในบางตอน แต่ว่าใน 1 ตอนมันมีแค่ 1 คำ จึงมีความรู้สึกว่ามันคงจะไม่จุใจผู้อ่าน ทำไมไม่รวมเอาไว้เยอะๆ ในตอนเดียวเลย

ปัจจุบันนี้คำย่อได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะใน "ภาษา chat" บ้างก็ว่าเป็นการทำภาษาวิบัติ ตรงนี้ผมคงบอกว่าแล้วแต่มุมมองนะครับ สำหรับผมเรียกมันว่า "วิวัฒนาการของภาษา" (ท่านสามสีจะโกรธไหมเนี่ย) ไม่ใช่แค่เรียกโก้ๆนะครับ แต่มันเป็นวิวัฒนาการจริงๆ มันเกิดขึ้นเนื่องมาจากวิธีการติดต่อสื่อสารที่เปลี่ยนไป ถ้าเราจะเรียกมันว่า "วิบัติ" เราก็ต้องถือว่า คำสุภาพๆอย่างคุณ,ผม,เรา,นาย,เธอ,ที่รัก พวกนี้ต้องถือว่าวิบัติกันหมด เพราะไม่มีในภาษาไทยสมัยก่อนเลย ในสมัยพ่อขุนรามฯ เราใช้สรรพนามว่า "มึง" และ "กู" เท่านั้น เวลาคุณสามีเรียกคุณภรรยาก็ไม่ได้เรียกที่รักอย่างสมัยนี้ แต่เรียกอีแดง อีเขียว อีเย็น แล้วแต่ภรรยาจะชื่ออะไร แต่ปัจจุบันเราบอกว่าภาษาพ่อขุนรามนี้ช่างไม่สุภาพเอาเสียเลย การเปลี่ยนแบบนี้มันต่างอะไรกับแบบที่เรียกว่าวิบัติล่ะครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป ผมขอเข้าเรื่ิองคำย่อก่อน แล้วไปว่ากันต่อเรื่องวิบัติในตอนท้าย

รวมคำย่อที่ยังใช้ในปัจจุบันทั่งในการแช็ทการเขียนทั่วไป และบางที่ก็ในการพูดด้วย(มีมากกว่านี้ แต่บางคำเขาไม่ใช้แล้วผมก็ไม่เอามาลงครับ)

A
A3 Anytime, anywhere, any place
AAK Asleep at keyboard
AAP Always a pleasure
AFK Away from keyboard
AKA Also known as
AMOF As a matter of fact
ASL Age/sex/location
ATB All the best
ATM At the moment
AYDY Are you done yet?
AYSOS Are you stupid or something?
AYS Are you serious?
AYT Are you there?

B
B2W Back to work
B/F Boyfriend
B4 Before
B4N Bye for now
BA Bad arse (ass)
BBL Be back later
BHL8 Be home late
BION Believe it or not
BOL Best of luck
BRB Be right back
BRD Bored
BTA But then again
BTW By the way

C
CB Coffee break
CMB Call me back
CMIIW Correct me if I'm wrong
CRBT Crying really big tears
CSL Can't stop laughing
CU See you
CUL See you later
CUL8R See you later
CYO See you online

D
DIKU Do I know you?
DL Download
DM Doesn't matter
DNC I do not understand (does not compute)
d00d Dude
DTS Don't think so
DUR Do you remember?

E
E1 Everyone
E123 Easy as one, two, three
EOD End of discussion
EOL End of lecture
EOM End of message
EZ Easy

F
F2F Face to face
FC Fingers crossed
FYEO For your eyes only
FYA For your amusement
FYI For your information

G
G/F Girlfriend
G2CU Good to see you
G2G Got to go
GA Go ahead
GB Goodbye
GFI Go for it
GF Girl friend
GG Gotta Go
GGP Got to go pee
GL Good luck
GN Good night
GNSD Good night, sweet dreams
GOI Get over it
GR8 Great
GRATZ Congratulations
GTG Got to go

H
H8 Hate
H&K Hugs & kisses
HAND Have a nice day
HRU How are you?
HTH Hope this helps
HUB Head up butt
HW Homework
HMU Hit me up!
I
I2 I too (me too)
IC I see
IDK I don't know
IDTS I don't think so
ILU I love you
ILY I love you
IMO In my opinion
IMS I am sorry
IOW In other words
IYO In your opinion
IYSS If you say so

J
JAM Just a minute
JFF Just for fun
JIC Just in case
JLMK Just let me know
JMO Just my opinion
JTLYK Just to let you know
JW Just wondering

K
K Okay
KK Knock, knock
KK Okay, Okay!
KB Keyboard
KEYA I will key you later
KEYME Key me when you get in
KFY Kiss for you
KOTC Kiss on the cheek
KOTL Kiss on the lips
KNIM Know what I mean?

L
L2G Like to go?
L8R Later
LH6 Let's have sex
LMAO Laughing my arse (ass) off
LMK Let me know
LOL Laughing out loud
LOLO Lots of love
LQTM Laughing quietly to myself
LTD Living the dream
LTNS Long time no see
LY Love you
LYSM Love you so much

M
M8 Mate
MC Merry Christmas
MEGO My eyes glaze over
MUSM Miss you so much
MYOB Mind your own business

N
n00b Newbie
N2M Nothing too much
NBD No big deal
NE Any
NE1 Anyone
NFM None for me / Not for me
NM Never mind
NO1 No one
NOYB None of your business
NP No problem

O
OIC Oh, I see
OJ Only joking
OM Oh, my
OMG Oh my God
OMW On my way
OOH Out of here
OOTD One of these days
OOTO Out of the office
OP On phone
OTB Off to bed
OTFL On the floor laughing
OTL Out to lunch
OTOH On the other hand
OTP On the phone
OTT Over the top

P
PAW Parents are watching
PCM Please call me
PEEPS People
PIP Peeing in pants (laughing hard)
PITA Pain in the arse (ass)
PL8 Plate
PLMK Please let me know
PLS Please
PLU People like us
PLZ Please
PM Private Message
PMFI Pardon me for interrupting
POV Point of view
PPL People
PRON Pornography
PTMM Please tell me more
PXT Please explain that

Q
Q Queue
QIK Quick
QL Quit laughing
QQ (qq) Crying eyes
QQ Quick question
QT Cutie

R
RLY Really
RME Rolling my eyes
ROFL Rolling on floor laughing
ROFLMAO Rolling on the floor, laughing my arse off
ROTFL Rolling on the floor laughing
RSN Real soon now
RTMS Read the manual, stupid
RTSM Read the stupid manual
RU Are you?
RUMOF Are you male or female?
RUT Are you there?
RUOK Are you okay?
RYS Read your screen
RYS Are you single?

S
S2S Sorry to say
SAL Such a laugh
SBT Sorry 'bout that
SDMB Sweet
SH Same here
SH^ Shut up
SIG2R Sorry, I got to run
SIT Stay in touch
SOAB Son of a bitch
SOL Sooner or later
SOMY Sick of me yet?
SorG Straight or gay?
SOS Help
SPST Same place, same time
SRY Sorry
SS So sorry
SSDD Same stuff, different day
SSINF So stupid it's not funny
ST& D Stop texting and drive
STFU Shut the fuck up
STR8 Straight
SUITM See you in the morning
SUL See you later
SUX It sucks
SWAK Sent (or sealed) with a kiss
SWALK Sent (or sealed) with a loving kiss
SYL See you later
SYS See you soon

T
T4BU Thanks for being you
TA Thanks a lot
TAFN That's all for now
TAM Tomorrow a.m.
TAU Thinking about you
TBC To be continued
TBD To be determined
TBH To be honest
TBL Text back later
TC Take care
TCOY Take care of yourself
TDTM Talk dirty to me
TFS Thanks for sharing
THX Thanks
TLK2UL8R Talk to you later
TL Too long
TMB Text me back
TMI Too much information
TMOT Trust me on this
TMTH Too much to handle
TOJ Tears of joy
TOU Thinking of you
TOY Thinking of you
TPM Tomorrow p.m.
TSNF That's so not fair
TU Thank you
TTYL Talk to you later
TTYS Talk to you soon
TY Thank you
TYVM Thank you very much

U
UDM You da man
UFB Un fucking believable
UFN Until further notice
UGTBK You've got to be kidding
UR Your / You're
URA* You are a star
URH You are hot (U R Hot)
USU Usually
UW You're welcome

V
VBS Very big smile
VM Voice mail
VN Very nice

W
W@ What?
W/ With
W3 WWW (Web address)
W8 Wait
WAH Working at home
WAJ What a jerk
WAM Wait a minute
WAYF Where are you from?
WB Welcome back
WBU What about you?
WCA Who cares anyway
WE Whatever
WDYT What do you think?
WITW What in the world
WRT With regard to
W/O Without
WTB Wanted to buy
WTG Way to go
WTF    What the fuck.
WU What's up?
WUF Where are you from?
WUP What's up?
WYD What (are) you doing?


X
X Kiss
X! Typical woman
XME Excuse Me
XLNT Excellent

Y
Y? Why?
Y2K You're too kind
YF Wife
YGG You go girl
YIU Yes, I understand
YNK You never know
YR Yeah right
YSYD Yeah sure you do
YT You there?
YW You're welcome

Z
Z% Zoo
ZH Sleeping hour
ZOT Zero tolerance
ZUP What's up?
ZZZ Sleeping (or bored)

Others
? I have a question
?4U I have a question for you
14AA41 One for all, and all for one
1DR I wonder
2G2BT Too good to be true
4COL For crying out loud
4EAE Forever and ever
6Y Sexy

ครับ ครบถ้วนกระบวนความ ผมแนะนำว่าเราไม่ควรไปท่องจำมัน คือถ้าคำมันจะเกิดเราจะได้เห็นคนเอาไปใช้ แล้วพอเราสงสัยก็มาเปิดดูแล้วจะจำได้เอง แต่ถ้าพยายามจำให้ได้ แล้วใช้ "พร่ำเพรื่อ" บางทีอาจเป็นที่รำคาญของคนที่คุยด้วยครับ คนบางคนเขาก็แอนตี้มากๆเลย เพราะเขารับรู้มาว่าคำพวกนี้จะทำให้ภาษาวิบัติ

ผมได้บอกในตอนต้นแล้ว ผมเรียกมันว่า "วิวัฒนาการทางภาษา" หลายๆคำมันจะตายไปเอง อย่างในบ้านเรา 30 ปีที่แล้วมีคำว่าเด็กฮาร์ท ตามมาด้วยเด็กซิ่ง ขาโจ๋ วัยจ๊าบ และวัยใส คำพวกนี้เคยใช้เรียกวัยรุ่นไทยในแต่ละยุคสมัย ถ้าศึกษาดูดีๆ จะเห็นว่ามันมีความเป็นวิชาการร่วมอยู่ด้วย เพราะมันได้บ่งบอกลักษณะร่วมบางอย่างของเด็กไทยในแต่ละยุคเอาไว้ แต่ในที่สุดคำเหล่านั้นมันก็ตายไปเอง ตามธรรมชาติ อย่างชิมิ ชิมิ จะว่าไปมันตายไปแล้ว แต่ท่านสามสีดันทะลึ่งไปขุดขึ้นมาอีก แต่นักวิชาการจริงๆ ตั้งหน้าตั้งแต่แอนตี้มันมากจนเกินไป จึงไม่ได้ศึกษาความเป็นวิชาการจากมัน น่าเสียดาย และถือว่าพวกคุณไม่ได้ทำหน้าที่ "นักวิชาการ" เลย

ธรรมชาติของการพิมพ์คุยกันทางอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าเราไม่เห็นหน้ากัน จึงไม่สามารถสื่ออารมณ์ทางสายตาหรือทาง body language กันได้ จึงมีการคิดค้นการแสดงอารมณ์ออกมาทางคำที่พิมพ์ เช่น "คิดถึงมาก" มันแห้งๆไปไหมครับ แต่ถ้า "คิดถึงมวากกกส์" มันให้ความรู้สึกว่ามันมากจริงๆ และมีความสนิมสนมคุ้นเคยรวมอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ ทางฝรั่งเขาก็มี Muahhh! แสดงการจุจุ๊บกัน.. แล้วผมควรเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าวิวัฒนาการไหมครับ

ในปัจจุบันมีการใช้ emoticons ในการบอกอารมณ์ผู้พูด นี่ก็เป็วิวัฒนาการอย่างหนึ่ง ที่พัฒนามาจาก วิธีการแบบเก่าที่ใช้ตัวอักขระมาประกอบกันเพื่อแสดงอารมณ์ เช่น :-) แทนการยิ้ม :-p แทนการแลบลิ้นเป็นต้น เพราะการแสดงอารมณ์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการสื่อสารไงล่ะครับ แล้วคำที่เรียกว่าวิบัติทั้งหลายเหล่านั้น มันล้วนเกิดจากการที่ีคนอยากเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่หายไปจากการสื่อสารทั้งนั้น รวมทั้ง ชิมิ ชิมิ ก็เป็นการเติมเต็มอารมณ์ของการสนทนาที่หายไปเช่นเดียวกัน

จะใช้อย่างไรก็ตาม ให้คำนึงถึงกาละเทศะเป็นสำคัญ ถ้าคุณไป ชิมิ ชิมิ ตอนสัมภาษณ์งาน ผมคงไม่ต้องบอกหรอกว่าไม่เหมาะ และเชื่อว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้เขาก็รู้กันอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถ้าคำมันจะเกิดมันก็จะเกิด ถ้ามันจะตายมันก็ตาย สมัยคุณปู่ยังหนุ่ม เขาใช้คำว่า "มะ" แทนคำว่า "เทห์" ในสมัยนี้ แหมกางเกงตัวนี้มะจังเลยเธอ คุณทวดได้ยินแล้วก็ว่า ไอ้เด็กสมัยนี้(นั้น) มันพูดภาษาอะไรกันฉันไม่เข้าใจ แล้วพอมาถึงรุ่นเหลนเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ เพราะคำมันตายไปกับกาลเวลาตั้งแต่รุ่นปู่นั่นแหละ ถ้าสมัยนี้มันก็ต้องเสื้อตัวนี้กิ๋บเก๋สุดๆ

ถ้าเราซีเรียสกันมาก ป่านนี้เราคงจะยังเรียกน้ำมะนาวว่า "น้ำมะเน็ด" (มาจาก เลมอนเนด ในภาษาอังกฤษ) หรือเรียกไขควงว่า "สกรูไร" กันต่อไป ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่าไหม?

พบกันใหม่ตอนหน้า