วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

พระนางสุพรรณกัลยามีตัวตนจริงหรือ?

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ภาพยนต์สมเด็จพระนเรศวรกำลังอยู่ในกระแส ภาคที่สามและสี่กำลังจะเข้าฉายด้วย ในอีกด้านหนึ่งพระนางสุพรรณกัลยาก็โด่งดังขึ้นมาไม่แพ้กัน มีอนุสาวรีย์และมีคนไปกราบไหว้ ผมคงไม่ถามว่าคนเหล่านั้นไปไหว้อนุสาวรีย์ทำไม เพราะมันไม่ได้ผิดวิสัยอะไร ที่คนไทยไหว้ไปหมดแหละ แม้กระทั่งต้นกล้วยตานีก็ยังไหว้ได้

ในพงศาวดารไทยที่บันทึกไว้ ไม่มีสักตอนเดียวที่กล่าวถึงพระนางสุพรรณกัลยา แต่มีบรรยายเรื่องตั้งแต่เมื่องพิษณุโลกทรยศต่ออยุทธยาหันไปเข้ากับพม่า เป็นเหตุให้ไม่มีหัวเมืองด้านทิศเหนือป้องกันพระนครกรุงศรีอยุทธยา และต้องพ่ายแพ้ต่อบุเรงนองในที่สุด จนกระทั่งพระองค์ดำ กอบกู้เอกราชได้ นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้มากที่สุดแล้ว ยังไม่มีกล่าวถึงพระนางสุพรรณกัลยาเลย

แล้วพระนางเกิดมาได้อย่างไร ผมศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควรเพื่อจะค้นหาความจริง พอมาเรียงลำดับเหตุหาร์ดูก็จะได้ประมาณนี้

ในช่วงประมาณ 2530 แพทย์หญิงท่านหนึ่งที่เปิดบริษัทขายยาของตัวเอง ฝันเห็นพระนางสุพรรณกัลยา มาบอกว่าป็นพี่สาวของพระนเรศวร แพทย์หญิงคนนี้ก็จึงนำหน้าพระนางไปเป็นโลโก้ขายยาน้ำ ขายดิบขายดี คนก็รู้จักว่านางคือพี่สาวพระนเรศวรมีหน้าตาเหมือนที่ข้างขวดยานี่แหละ

คนที่มีอายุเกิน 35 และเรียนวิชาสังคมทั้งประถมและมัธยม จะไม่มีพระนางสุพรรณกัลยาในบทเรียน แล้วทุกคนจะงงว่าทำไมไม่เคยเรียน(วะ)

หลังจากกระแสพระนางฯเริ่มดังจากข้างขวดยา จึงเริ่มมีการไปค้นหาประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ก็พบว่า ใน "คำให้การขุนหลวงหาวัด" มีนาง "จันทร์กัลยา" เป็นพี่สาวพระนเรศฯซึ่งถูกกวาดต้อนไปยังหงสาวดี จึงอนุมาณกันว่านี่คงเป็นนางสุพรรณกัลยานั่นเอง แล้วขุนหลวงหาวัดเป็นใคร? ขุนหลางหาวัดคือพระเจ้าอุทุมพร พี่ชายของพระเจ้าเอกทัศกษัตร์องสุดท้ายแห่งอาณาจักร์กรุงศรีอยุทธยาแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สองซึ่งเป็นสามัญชน(ต่อจากราชวงศ์ปราสาททอง) ซึ่งเหตุการณ์นั้นห่างจากรัชสมัยที่พระนเรศวรทรงกู้ชาติเกือบๆ 200 ปี มีความเป็นไปได้ยากมากที่ขุนหลวงหาวัดจะรู้เรื่องของพระนางสุพรรณกัลยา

ต่อมาเมื่ออังกฤษเข้าครอบครองพม่า เราจึงมีโอกาศได้นำเอาพงศาวดารของพม่ามาศึกษาบ้าง เมื่อศึกษาก็พบว่าบุเรงนองมีเมียหลายคน ส่วนใหญ่ได้มาจากการไปตึเมืองต่างๆ แล้วก็มักจะเอาลูกสาวเมืองนั้นๆมาทำเมีย แล้วในพงศาวดารก็กล่าวถึงนางนาง "อะเมี๊ยวโย่ง" ที่ไม่รู้ว่าเป็นลูกสาวเมืองไหนกัน จึงเกิดอาการจตุพร(ตู่)ว่านี่แหละคือเจ้าหญิงของไทยเป็นพี่สาวพระนเรศนั่นเอง

จากนั้นมีการแปลหนังสือ "คำให้การชาวกรุงเก่า" จากภาษาพม่ามาเป็นภาษาไทย ซึ่งต้นฉบับนั้นก็แปลจากภาษามอญมาเป็นภาษาพม่าอีกที และโปรดสังเกตุว่าคำให้การทั่งหมด ล้วนให้การเป็นภาษามอญ แม้แต่เจ้าของไทย อย่างพระเจ้าอุทุมพรเองก็ยังให้การเป็นภาษามอญ แปลกมากที่คำให้การของคนไทย แต่ทำไมไปพูดภาษามอญ สรุปว่าแปลเสร็จ พศ.2542 บอกว่าหลังจากที่ทัพพม่าพ่ายแพ้ต่อทัพของกรุงศรี พระมหาอุปราชถูกฟันสะพายแล่งสิ้นพระชนม์บนหลังช้างพระที่นั่ง ทำให้นันทบุเรงเกิดอาการโกรธจัด แล้วไปปลงพรชนม์นางอะเมี๊ยงโย่งถึงในพระตำหนัก จึงเสริมความเชื่อที่ว่าอะเมี๋ยวโย่งนั้นมาจากอยุทธยาจริงๆ แต่ตรงนี้ก็โปรดสังเกตุว่าคำให้การชาวกรุงเก่าให้การหลังเสียกรุงครั้งที่สอง ซึ่งหากจากครั้งแรกสองร้อยปี และยังไปเล่าเรื่องในฉากที่นันทบุเรงสังหารนางอเมี๊ยวโย่ง ผมสงสัยว่าหน้าใหนในกรุงศรีฯจะเห็นเหตุการณ์นี้ในพระตำหนักส่วนพระองค์มาบ้าง เป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

แต่ตรงจุดนี้ทำให้คนไทยเชื่อกันไปใหญ่ว่า นางอเมี๊ยวโย่งคือพระนางสุพรรณกัลยาจริง ๆ แล้วจากนั้นก็มีโคตรบังเอิญอีกว่าไปพบคำวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บอกว่าการที่พระนางต้องไปอยู่กรุงหงสาวดี คงมิใช่ว่าถูกกวาดต้อนไปเยี่ยงทาส แต่เป็นการเต็มพระทัยไปเพื่อแลกกับการให้พระองค์ดำได้กลับกรุงศรีฯ เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญของอยุทธยาต่อไป ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ากรมพระยาดำรงฯ ท่านเอาไอเดียนี้มาจากไหน แต่ไม่ตรงกับคำให้การชาวกรุงเก่าเลย และตอนนั้นพระองค์ดำอายุแค่เก้าขวบเอง

ต่อมามีนักประวัติศาสตร์ชาวพม่าชื่อมิกกี้ ฮาร์ท ได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์จากพงศาวดาร ของพวกมอญ และอื่นๆอีก พบว่านางอเมี๊ยวโย่งมิได้ถูกปลงพระชนม์ และเป็นชาวอังวะ และแก่ตายตามปกติที่อังวะนั้นเอง ซึ่งตรงนี้ทำให้สมมติฐานว่านางอเมี๊ยวโย่งคือพระนางสุพรรณกัลยาเป็นอันตกไป แต่คนไทยไม่เชื่อนักประวัตศาสตร์ท่านนี้หรอกครับ เพราะคนไทยเชื่อไปแล้วว่าอเมี๋ยวโย่งคือสุพรรณกัลยา อนุสาวรีย์ก็สร้างให้แล้วเพราะสุพรรณกัลยาทำความดีเสด็จไปแลกตัวกับพระองค์ดำ ท่านมุ๊ยก็ไปศึกษาพระตำหนักของอเมี๊ยวโย่งเอามาทำฉากในหนังแล้วด้วย ถ้าคนไทยเชื่อสิ่งเหล่านี้ก็จะหายไป ก็หลับหูหลับตาอยู่กับเรื่องโกหกไปดีกว่า

ความเห็นส่วนตัวผมเชื่อว่าพระนเรศวรมีพี่สาวจริง แต่น่าจะสาบสูญไปตั้งแต่ที่เมืองพิศณุโลก ตกเป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีแล้ว ถ้าอยากเชื่อเรื่องพระนางสุพรระณกัลยาจริงๆ จำเป็นต้องมีข้อมูลหนาแน่นกว่านี้จึงจะเชื่อได้ ทุกวันนี้เห็นว่าคนไทยกำลังถูกทำให้เชื่อ โดยไร้เหตุผล จึงต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเตือนสติกันบ้าง


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

8 ความคิดเห็น:

  1. ต้องขออภัยแฟน ๆ ที่เอนทรี่นี้มันไม่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษเลย แต่ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนดีก็ขอฝากไว้ตรงนี้แหละ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ11 มิถุนายน 2555 11:40

    มีจริงค่ะ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ11 มิถุนายน 2555 11:47

    บ้านทรงไทยของพระนางที่พระเจ้าปุเลงนองสร้างใหัพระนางก็มีอย่จริงที่เมืองหงสาวดี

    ตอบลบ
  4. จริงๆแล้วเรื่อนไทยที่ว่านั้นก็ไม่เคยมีใครเคยเห็นเลยครับ เหตุผลที่เขาเล่ากันมาคือไฟไหม้หมดแล้ว ไม่มีแม้กระทั้งภาพวาด อีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้นวัฒนธรรมการสร้างเรือนไทยแบบที่เห็นในปัจจุบันยังไม่มีเลยครับ จะมีเรือนไทยได้อย่างไร

    และถ้ามีจริงทำไมจะต้องสร้างเรือนไทย ในเมื่อทั้งพระนางสุพรรณกัลยาเป็นชาวพิษณูโลก ซึ่งเรือนไทยนั้นจะมีในแถบภาคกลางแถวๆ อ่างทอง อยุทธยา ลพบุรี ถ้าจะสร้างก็ควรเป็นเรือนในแบบชาวเหนือมีกาแลจะดีกว่า

    ข้อสุดท้าย ทำไมคิดว่าบุเรงนองจะยอมให้สร้างเรือนตามแบบอยุทธยาขึ้นมาในเขตพระราชฐาน บุเรงนองไม่ได้ปลื้มอะไรกับอยุทธยามากนัก แม้แต่เด้กอย่างเจ้าฟ้าพระมหินทร์ยังฆ่าได้ไม่เอาไว้เลยครับ แล้วทำไมจะต้องมีศิลปอยุทธยาไปสร้างไว้ที่พระตำหนัก

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ14 พฤศจิกายน 2555 15:51

    เขายอมรับกันทั้งประเทศ เป็นคนไทยหรือป่าว ได้ยืนบนแผ่นดินนี้ได้ไม่ใช่เพราะบรรพบุรุษเราเหรอค่ะ

    ตอบลบ
  6. มีจริงค่ะ คงเป็นเวรกรรมที่ทำให้พระนางสุพรรณกัลยาเป็นห่วงประเทศ

    ตอบลบ
  7. ข้าพเจ้านับถือพระนางเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ หากใครไม่เชื่อก็คิดได้ เพราะนางเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ข้าพเจ้า รู้สึกว่ามีจริง เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันด้วยจิตที่สัมผัสได้

    ตอบลบ
  8. ไม่ระบุชื่อ28 เมษายน 2558 14:04

    555+ น่าสงสาร เป็นแนวคิดที่ดี เป็นความเห็นที่แตกต่าง แต่กลับโดนด่า เรื่องแบบนี้มันตัดสินไม่ได้แล้วครับ มันอยู่ที่เสียงข้างมาก เพราะนี่คือประเทศไทย ผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนะ รับฟังหลักการ กับเหตุผลทั้งสองฝ่ายเสมอครับ ^^

    ตอบลบ