แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำแปล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำแปล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "Back for good"

ท่านรองนายกสามสี ภูเขาทอง (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ออกมาบ่นว่า เด็กไทยสมัยนี้พูดภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง ชิมิ ชิมิ ทำให้ภาษาไทยวิบัติกันไปใหญ่แล้ว แหม ..ท่านรองนายกอุตสาห์ออกมาพูดเอง จะไม่นำพาเลยมันก็กระไรอยู่ วันหยุดที่ผ่านมาจำต้องพาคนรู้ใจไปทานที่อาหารญี่ปุ่นร้านประจำ กำลังจะอ้าปากสั่ง ... ทันใดนั้น สำนึกรักบ้านเกิด ทำให้ฉุกคิดถึง คำพูดของท่านรองนายกขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนใจกระทันหัน  ...กรูไม่สั่งแล้ว "ซา..ชิมิ" เดี๋ยวภาษาไทยวิบัติหมด ชิมิ ชิมิ?  แต่ว่า ..ด้วยความเคารพท่านสามสี (ที่ไม่ใช่แมวที่บ้าน)  ที่จริงคนเขาก็เลิกพูดไปแล้ว ท่านนั่นแหละที่ไปทำให่คนเขาเอากลับมาพูดอีกครั้ง ผมขอให้ท่านสามสีถอนคำพูดด้วยครั่บ ทั่นประธาน.

ท่าน สามสีนี่เลิกเล่นการเมืองไปประมาณชาติหนึ่งเห็นจะได้ แต่ในยามที่ประชาธิปัตย์ กำลังจะวิบัติ (สงสัยสมาชิกพรรคคงจะท่อง ชิมิ ชิมิ แทนการสวดมนต์ก่อนนอน เลยวิบัติกันทั้งพรรค) ท่านสามสีจึงต้องสวมบทอัศวิน Come back กับมากอบกู้พรรคให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยกลับมาเป็นหนึ่งในทีมเศรษกิจของพรรค แต่ว่าการกลับมาของท่านจะ "Back for good"  หรือไม่?

ครับ..เมื่อจั่วหัวกันแบบนี้ คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ก็วันนี้เราก็จะคุยกันถึงคำว่า "Back for good" นั่นเอง รวมถึง "For good" ด้วย เช่น This shop is closed for good. ทำไมเขาต้องปิดร้านกันแบบดี ๆ ด้วย ร้านอื่นเขาปิดไม่ดีหรือไงนะ ในระหว่างที่กำลังเดา ว่ามันหมายความว่ายังไง เรามาทำความรู้จักกับเพลง "Back for good" กันดีกว่า :-

เพลงนี้เป็นของวง Take That ซึ่งได้ออกป็นซิงเกิ้ลประมาณกลางปี 1995 เป็น Single ที่ 2 ในอัลบัม Nobody Else และสามารถติด Top UK chart อยู่ถึง 6 สัปดาห์ นานพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าจำไม่ผิดเพลงนี้ถูกคัฟเอวร์โดย Boyz II Men อีกด้วย (ถ้าผิด รบกวนช่วยบอกด้วยนะครับ คนเริ่มแก่มักจะหลง ๆ ลืม ๆ .. เน้นว่าเริ่มแก่ ..ไม่ใช่ว่าแก่นานแล้ว)




Back for good (by Take That)

I guess now it's time,
for me to give up,
I feel it's time,
got a picture of you beside me,
got your lipstick mark still on your coffee cup,
oh yeah,
got a fist of pure emotion,
got a head of shattered dreams,
gotta leave it,
gotta leave it all behind now,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

Unaware but underlined,
I figured out the story,
(no no)
it wasn't good,
(no no)
but in the corner of my mind,
(corner of my mind)
I celebrated glory,
but that was not to be,
in the twist of separation,
you excelled at being free,
can't you find,
(can't you find)
a little room inside for me,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it
I just want you back for good,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
Whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
You'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

And we'll be together,
this time is forever,
(forever)
We'll be fighting and forever we will be,
So complete in our love
We will never be uncovered again,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, want you back,
you see I want you back for good,

Oh yeah,
I guess that now it's time,
that you came back for good...

จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้จะเอาเนื้อเพลงมาลงให้มันยาวทำไม แต่ก็เผื่อๆ ไว้ บางที่เผื่อใครไปหา MP3 มาได้ แล้วอยากจะร้องตามขึ้นมา ถือว่าเป็นโปรโมชั่นไปแล้วกันครับ!! 

คำว่า "Back for good"  มันหมายถึงการกลับมาอย่างถาวร (back permanently) คือกลับมาแล้ว จะไม่จากไปไหนอีก .. ในกรณีของท่านสามสี He may not back for good เพราะวัยดึกขนาดพูดไม่รู้เรื่องนี่ เขาเลิกเล่นการเมืองไปหลายคนแล้ว .. ผมไม่ได้ว่าท่านนะ จริง ๆ ผมรักท่านสามสี เพราะได้ยินชื่อแล้ว นึกถึงแมวที่บ้าน ..

ท่านผู้อ่านก็คงจะพอเดา ๆ ได้ว่า "For good" แปลว่า ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ดังนั้นที่ยกตัวอย่างไว้ตอนต้นว่า "This shop is back for good" ร้านนี้จะปิดไปตลอดการ  .. หรือ This hotel could possibly be closed for good due to business operation difficulties. เป็นไปได้ว่าโรงแรมแห่งนี้อาจะต้องปิดตัวอย่างถาวรจากปัญหาความยุ่งยากของการดำเนินธรุกิจ  ..(สงสัย เป็นโรงแรมเดียวกับที่อยู่ในซอยบ้านท่านนายก 555)

Dr. Karanastasis เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "How To Get Your Ex Back For Good." ได้เป็นกลวิธีที่จะทำให้แฟนเก่าของคุณกับมาหา และไม่จากไปไหนอีก (แหม เชื่องจัง)  ผมว่าเชยไปหน่อยแล่วล่ะด๊อกเตอร์ เดี๋ยวนี้มันมีครีมทาหน้า (อย่าให้บอกยี่ห้อเลย) ที่ใช้แล้ว ผัวจะรักจะหลง ใน 7 วัน จากนอนหันหลังให้ จะมานอนแนบชิดเลยทีเดียว ป่วยการจะมานั่งอ่านหนึ่งสือของ Dr. Karanastasis ยังไม่มีรายงานว่าบรรดาหมอผี หมอเสนห์ยาแฝด ยาไม่แฝด ต่าง ๆ ตกงานกันไปบ้างหรือยัง!! เฮ้อ ...

ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์อื่น ๆ กันบ้าง :-
1. Jarun said he would give up smoking for good. จรัญบอกว่าเขาจะเลิกบุหรีอย่างถาวร (แต่จะมาสูบกัญชาแทนหรือเปล่า ไม่รู้) โปรดสังเกตุ give up ด้วย คำนี้หมายถึงการยอมแพ้ หรือการเลิกการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2. Are you going to move to Thailand for good คุณจะย้ายไปอยู่เมองไทย อย่างถาวรเลยหรือเปล่า

คราวนี้ เมื่อเจอ Back for good ที่ไหน ๆ เราจะไม่ต้องไปแปลว่า "กลับมาดี ๆ นะจ๊ะ" อีกแล้วนะครับ  หรือว่า Bradd dumped Angelina for good. ก็จะไม่ได้แปลว่า "แบรดทิ้งแองเจลลิน่าเพราะเธอดี (เกินไป)"  อีกต่อไป

พบกันใหม่ตอนหน้า


ภาษาพาเพลิน ตอน "I don't give a damn"

เช้านี้อากาศไม่ค่อยหนาวเหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อน คอการเมืองทั้งหลายก็พูดกันอยู่ได้ในเรื่องปรองดอง ภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Reconciliation แทนปรองดองในภาษาไทย ในกรณีเป็นกริยาเราใช้ว่า Reconcile

สำหรับผมอยากจะบอกว่า Thailand really need a reconciliation. แต่คิดไปคิดมา ถ้าบอกว่า Reconciliation ในเมืองไทยมันคือการทำให้ประชาชนคิดเหมือนกัน มันก็ไม่ใช่แล้ว การที่คนไทยถูกสอนให้คิดแบบ "ภาคบังคับ" มันทำให้ประเทศไทยไม่โต และเป็นอย่างนี้มานับศตวรรษแล้ว  การที่คนไทยคนหนึ่งจะทำความคิดดีงามอะไรสักอย่าง พบว่าหลาย ๆ ครั้ง มันมาจาการ Propaganda --คำ ๆ นี้มันแปลว่ากาารโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อ Propaganda มาก ๆ มันก็กลายเป็นหลอกชาวบ้านว่าเราเป็นอย่างนั้น ไป ๆ มา ๆ เราก็หลอกตัวเองด้วย ที่จริงแล้วการที่คนไทยคิดต่างกันแล้วอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาได้ต่างหาก คือสิ่งที่ต้องการ และควรเป็น

ตอนนี้แม้ เสธ.หนั่น จะพยายามเต็มที่เพื่อให้เกิด Reconciliation ในประเทศไทย แต่ผมอยากจะบอกว่า Thais don't give a damn on the reconciliation that is being proposed by Mr.Sanan.  ใช่ครับ, คนไทยไม่ได้สนใจเรื่องการปรองดองที่กำลังถูกเสนอโดย เสธ.หนั่นเลย

การ ปรองดองของคนในชาติ ไม่ได้หมายถึงปล่อยตัวนักโทษ หรือล้างความผิดคดีต่าง ๆ ของพันธมิตร และ นปช. หรือให้คุณทักษิณกลับบ้าน การทำอย่างนั้นผมเองไม่ได้ต่อต้าน แต่เห็นว่ามันเป็นการช่วยเหลือกันของนักการเมืองต่อนักการเมือง ให้รอดพ้นจากคดีต่าง ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศจะไม่ได้รับการแก้ไข และหมักหมมในประเทศต่อไป ผมพูดทั้งสองฝ่าย เพราะมันมีคดีกันทั้งสองฝ่าย แล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง --ประชาชนก็แค่ถูกยกขึ้นมาอ้าง (เหมือนอย่างเคย)

เกริ่นนำเรื่องวันนี้ อาจจะดูเคร่งเครียดไปเล็กน้อย วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง I don't give a damn ครับ คงพอจะเดาได้จากประโยคที่ยกตัวอย่างไว้ด้านบนแล้ว ว่า I don't give a damn มันแปลว่า "ฉันไม่สนหรอก" คล้าย ๆ กับ I don't care นั่นเอง แต่มันได้ความรู้สึบแบบดิบ ๆ มากกว่าการพูดว่า I don't care เฉย ๆ ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ให้ความหมายเหมือนกันคือ "I don't give a shit" ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายว่า "ฉันไม่สน" เหมือนกัน

มันมีเกร็ดเล็กน้อย ที่เป็นต้นกำเนิดของประโยคนี้
ผู้คนรู้จักประโยค I don't give a damn จากภาพยนต์เรือง Gone with the wind ซึ่งประโยคนี้ถูกพูดโดย Rhett Butler(แสดงโดย Clark Gable) เมื่อ Scarlett O'Hara ถามว่า "Where shall I go, What shall I do" --ฉันจะไปไหน, ฉันจะทำอะไร (เมื่อเธอจะทิ้งฉันไป) แล้ว Butler ก็ตอบว่า "Frankly, my dear, I don't give a damn" --พูดแบบแฟร้งค์ๆ เลยนะ ที่รัก ฉันไม่สนหรอก!!!  เจ็บปวดไหมล่ะครับ?

ว่ากันไปแล้ว Gone with the wind ทำให้ประโยคนี้มีชื่อเสียงและติดปากผู้คน เนื่องจากเป็นหนังที่ดังมากในปี 1939 (ใครเกิดทันบ้างเนี่ย) แต่จุดกำเนิดของมันอยู่ในเอเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง

ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย สกุลเงินที่อินเดียใช้ ไม่ใช่ Rupee (รูปี) เหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นสกุลที่เรียกว่า "Dam" ชาวอินเดียก็ชอบทำมาค้าขายทหารอังฤษ เพื่อหารายได้  คล้าย ๆ กับคนไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เราก็เอาของไปขายให้ญี่ปุ่นนั่นแหละ ที่นี้บางทีคนอินเดียก็เอาของห่วย ๆ ไปขาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝรั่ง(อังกฤษ) มันก็ตอบกลับไปว่า "No no no .. I don't give a dam"  "ไม่เอาง่ะ ไอไม่ให้แกสักกะแดมหนึ่ง" ซึ่งคำนี้มันติดปากคนอังกฤษกลับไปบ้านด้วย .. ผมสงสัยว่าคนอินเดียคงจะเก่งในด้านการเอาของห่วย ๆ มาหลอกขายแพง ๆ แค่มาขายถั่ว ขายโรตี ในบ้านเรามันยังมี Tricky เลย  จากนั้นมาคนอังกฤษก็ใช้ประโยค I don't give a damn ในความหมายว่า I don't care จนกระทั่งหนังเรื่อง Gone with the wind เอามาใช้ ประโยคนี้จึงเป็นที่นิยมกันทั่วไป

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลินตอน "LMAO"


ยุคสมัยนี้คนเราทำอะไรก็รีบๆ ไม่ทำอะไรเยิ่นเย้อ พิรี้พิไร เหมือนแต่เก่าก่อน ไม่เชื่อลองเปิดเพลงไทยเดิมฟังสิครับ โอ ...ละ..เหนอ..เอ๋อ ..เอ๋อ .. เอ๋อ ..ดวง ..เดือน .. เอย..เอย ..เอย (นี่ขนาดพิมพ์ยังเปลืองพื้นที่เลย ..OMG) คนสมัยนี้ไม่ฟังเพลงไทยเดิมก็ไม่ต้องไปโกรธเขาหรอกครับ มันก็ว่ากันไปตามยุคตามสมัย กว่าจะเอ่ยเอื้อนได้สักเพลา ก็พบว่าขับรถจากรามอินทราไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่า มันเดือนหงายหรือเดือนคว่ำ ถ้าเป็น Eminem นักร้องฮิปฮอปคนดังของบิลบอร์ดชาร์ต เขาแร็ปไปถึงท่อนฮุคแล้วครับ! (ขณะที่ลาวดวงเดือนยังอยู่ท่อนแรก)


เมื่อชีวิตมันต้องรีบเร่งกันขนาดนั้น คนเราทั้งไทยทั้งฝรั่งตาน้ำข้าว ก็จึงนิยมที่จะใช้ย่อคำในการเจรจาค้าความกัน การย่อคำไม่ได้เพิ่งเกิด มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่กระผมเด็ก ๆ เห็นเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวกัน เล็กชิ้นสด! จั๊บไม่งอกไม่ตับ หรือว่าหมี่โฟยำ ย่อไปย่อมาบางทีมันก็งงๆ สั่งบะหมีได้เส้นหมีซะงั้น ครั้งหนึ่งไปช่วยเพื่อนขายปาท่องโก๋กับซาลาเปา ลูกค้าเขาจะสั่งกันว่า โก๋ห้าเปาสอง หรือ เปาสามโก๋สี่ อะไรทำนองนี้ มีอยู่วันหนึ่ง มีลูกค้าสั่ง ปาห้าตัว (หมายถึงปาท่องโก๋ 5 ตัว)  เพื่อนผมมันบอกคนละร้านกันพี่ ขายปลาอยู่ร้านข้าง ๆ (ร้านข้าง ๆ ขายปลาตัวเล็ก ๆ ทอด!!) นี่เรียกว่าใช้คำย่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน!! (มาตรฐานของพ่อค้าป๋าท่องโก๋) ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงขนาดทำให้ท่านอดรับประทานสุดยอดปาท่องโก๋ ประจำซอย ..


ช่วง นี้ข่าวคลิปฉาวกำลังดัง เห็นเขาโพสต์ให้ไปดู คลิป ตลก. ในเฟสบุ๊ก เราก็เปิดเข้าไปดู แหมนึกว่าจะได้ดูตลกคลายเครียดซะหน่อย กลายเป็นคลิป ตุลาการ  มันไม่ใช่ "ตลก" แต่เป็น "ตุลาการ"  ... แล้วกรูจะรู้มั๊ยเนี่ย ดูแล้วไม่หัวเราะ แล้วยังเครียดเพิ่มอีก


LMAO

ตามที่จั่วหัวเอาไว้ วันนี้จะเสนอคำย่อ "LMAO" ซึ่งใช้กันมาก เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐาน De Facto (ดี แฟคโต้) กันไปแล้ว คำว่ามาตรฐาน De Facto หมายถึงการยอมรับโดยการใช้งานจริงซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้ ส่วนการยอมรับอีกแบบที่เรียกว่า De Jure (ดี เจอร์) เป็นการยอมรับโดยกฏ หนังสือบางเล่มจะอธิบายสองคำนี้ว่าเป็น "โดยนิตินัย"  กับ "โดยพฤตินัย" แต่ว่าความหมายมันจำกัด อยู่แค่เป็นภาษากฏหมาย มันไม่ครอบคลุมทั้งหมด อย่างมาตรฐาน มอก. หรือ ISO ถือว่าเป็น De Jure Standard ในขณะที่คนไทยลงซอฟต์แวร์วินโดวส์เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานของเครื่องส่วนใหญ่ ในที่นี้วินโดวส์จึงเป็น De Facto standard (วินโดวส์ไม่ใช่หน้าต่างบ้านกิ๊กนะครับ) ซึ่งนั่นเป็นชีวิตจริง ไม่ใช่ในตัวบทกฏหมายแต่อย่างใด แต่ถ้าในตุลาการศาล Double standard ก็ตัวใครตัวมัน  ..หุหุ


นอกเรื่องไปไกลเลย ..กลับมาเข้าเรื่องกันอีกที คำว่า LMAO ย่อมาจาก Laughing My Ass Off -- ใช้แสดงอาการของการ "โคตรขำ" ถ้าแปลตรง ๆ ตัวคงแปลว่า "ขำจนตูดปิด"  ถ้านึกไม่ออกว่าขำแล้วทำไมต้องตูดปิด ก็ลองขำดูแล้วกัน มันเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณประตูด้านใต้ของท่าน  :-) 


ฝรั่ง เขาใช้มากเวลาที่มีคนปล่อยไก่ เพราะฝรั่งบางคนมันนิสัยไม่ค่อยดี ชอบหัวเราะเยาะความผิดพลาดของคนอื่น แต่มันก็ใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่ฮามาก ๆ ด้วย ไม่ต้องรอคนปล่อยไก่อย่างเดียว เวลาไปอ่านบล๊อคตามเวบแล้วฮามาก ๆ เขาก็ใช้ LMAO ได้เหมือนกัน


มันมีคำที่แทนอาการ "ฮา" ได้มากกว่านี้อีก คือเป็นฮาระดับ "ฮากลิ้ง"  มันคือ ROTFL LMAO  เวลาย่อเขาย่อ ย่อแต่ ROTFL เฉย ๆ เป็นอันรู้กัน ไม่ต้องประกาศให้เต็มยศ ROTFL LMAO


ROTFL มันคือ Rolling On The Floor Laughing My Ass Off -- เป็นอาการที่นอกจากจะขำจนตูดปิดแล้วยัง "ขำกลิ้ง" คือไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นนะครับ ตรงกลับอาการ "Rolling on the floor"  สำหรับใครที่ใช้ BBM คงคุ้นเคยดีแล้ว เพราะมันมี emoticon ROTFL อยู่ครับ


ต่อ ไปนี้เวลาเจอ "LMAO" ที่ไหน ก็ไม่ต้องงงแล้วนะครับ ถ้ามีใครส่งคำ ๆ นี้ มาให้คุณ หลังจากคุณปล่อยไก่ ก็อาจจะแปลว่าเขากำลังหัวเราะอย่างฮากลิ้ง แต่คุณจะตีความว่าเป็นการฮาแบบธรรมดา ๆ หรือว่า เขากำลังหัวเราะเยาะคุณอยู่ มันแล้วแต่บริบทนะครับ อย่าไปซีเรียสกับมันเกินไป พวกเราคนไทยชอบซีเรียสเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นเรื่องกับบอกว่า ช่างมันเถอะ! แค่ขับรถปาดหน้ากัน ถึงกับยิงกันตาย ดิ้นๆ อยู่ในผับ เหยียบเท้ากันนิดส์หนึ่ง ก็พาเพื่อนมารุมกระทืบ ... เป็นอย่างนี้ประเทศเดียวในโลกกระมังครับ




แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า