แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ idioms แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ idioms แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาษาพาเพลิน ตอน "Keep your finger crossed"

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอด แม่แต่หมอดูที่ว่ากันว่าเก่งที่สุด ก็ยังทายผิดกันได้ เมื่อความแน่นอนมันกลายเป็นความไม่แน่นอน บางครั้งเราก็ต้องอาศัยโชคช่วย และนี่เองที่ทำให้มนุษย์เราอายพรให้กันด้วยคำว่า "ขอให้โชคดี" และคำที่เราได้ยินบ่อยๆในภาษาอังกฤษคือคำว่า "Good luck" ยังมีคำอื่นๆอีกหลายคำที่ใช้อวยพรให้โชคดึ

ผมเคยเขียนสำนวน "Break a leg" ซึ่งมันแปวว่าขอให้โชคดีเช่นกัน แต่ใช้กันในหมู่ศิลปินที่จะอวยพรกันก่อขึ้นเวทีโดยเฉพาะ ในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงสำนวนเกี่ยวกับการอวยพรอีกสำนวนหนึ่ง "cross fingers" ซึ่งหมายถึงการอวยพรให้โชคดี เช่นเดียวกัน โดยปกติจะพบเห็นการใช้งานอยู่สองรูปแบบตือ "Cross fingers" และ "Keep fingers crossed" โปรดสังเกตุว่า ในแบบหลังนั้น กริยา crossed จะต้องมี -ed ด้วย และ fingers จะอยู่ในรูปพหูrจน์เสมอ (ต้องเติม s) ทั้งนี้เพราะว่าจำเป็นต้องใช้สองนิ้วจึงจำสามารถทำ Cross fingers

ตัวอย่าง
- We're crossing our fingers and hoping that the project implementation will be fine.
- Keep your fingers crossed, everyone, Jane's only got to answer one more question.
- What done is done, now you need those fingers for crossing.

โดยปกติจะเห็นได้น้อยมาก ที่คนพูดประโยค Cross fingers พร้อมกับทำนิ้วไขว้จริงๆ แต่เข้าใจว่ามันคงไม่ผิดอะไรครับ ลักษณะของ

การทำ Cross fingers จะใช้นิ้วกลวงไขว้มาบนนิ้งชี้ เป็นสัญลักษณ์อันเดียวกับ "อุ๊บอิ๊บ" ที่บ้านเราใช้กัน อุ๊บอิ๊บ ของเรามีความหมาย

เพื่อเป็นการบอว่า ที่พูดไปเมื่อกี้นี้ไม่นับนะ (ฉันโกหก) ซึ่งต่างกันโดนสิ้นเชิงกับความหมายของฝรั่ง

สัญลักษณ์นี้มีต้นกำเนิดมาจาการเชื่อในพระเจ้าของชาวคริสต์ มันเป็นสัญลักณ์ที่ใช้ในการวิงวองขอพระผู้เป็นเจ้า ให้ทำการปกป้องและคุ้มครองจากอันตรายเภทภัยต่างๆ ตลอดจนขอพระเจ้าอำนวยพรให้โชคดี ในบางส่วนจะใช้เมื่อเกิดการ 'โกหกสีขาว" หรือที่เรียกว่า "White lie" ซึ่งก็คือการโกหกอย้่างมีเจตนาดีและไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผู้พูดโกหกก็จะทำ Cross fingers ในขณะที่พูดหรืออาจจะทำหลังจากพูดทันที ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ "อุ๊บอิ๊บ" ในบ้านเรานั่นเอง เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่า การไขว้นิ้วนี้จะเป็นขอพลังจากพระปู้เป็นเจ้ามาคุ้มครองไม่ให้ตกนรกจากการพูดโกหก ต้นกำเนิดความเชื่อของคริสเตียนตรงนี้ สันนิษฐานว่ามาจากภาพวาดอันลื่อลั่นทีชื่อว่า "The last supper" ซึ่งในภาพนั้นพระเยซูได้ทำท่า Cross finger โดยที่สายตาจับจ้องไปเบื้องบน




วันนี้คุณได้รู้จักกับสำนวน Cross finger ที่ใช้ในการอวยพรให้โชคดี

Keep your fingers crossed, until we meet again. สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภาษาพาเพลิน ตอน Break a leg



สมัยก่อนที่ผมสอนหนังสืออยู่ มีนักศึกษาเวียดนามส่งอีเมล์มาขอขาดเรียน (ก็ขอลานั่นแหละ) โดยบอกว่าจะบินกลับไปสัมภาษณ์งานตำแหน่ง System Analyst ที่ธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม พอผมอ่านเมลล์จบ ก็ไม่ได้ตอบอะไรยืดยาว ไม่ใช่อะไร กำลังวุ่นวายกับเกมส์ Pungya อยู่ ก็ตอบไปแค่ Break a leg! ไม่มี ว.2 ตอบกลับมา ก็นึกว่า เออ มันคงเข้าใจแหละ

อีก 1 อาทิตย์ถัดมา ก็เจอกันในห้องเรียน ยังไม่ทันได้เริ่มสอน พี่ทั่นก็เข้ามาถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัด อาจาง เบร๊ก อะ เล๊ก มาง แปลว่า อารัย คับ (ถามเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ป่ะครับคุณลูกศิษย์) ..

และนี่คือคำอธิบายครับ
Break a leg, มันเป็น Idiom ที่ใช้แทนคำว่า Good luck ครับ ..คงไม่มีใครถามผมนะว่า อาจาง กูก ล๊าก แปลว่าอารัย

ที่มาที่ไปมันไม่แน่ชัดครับ ผมได้สอบถามจากเพื่อนๆ หลายคน ว่ามันมีที่มาอย่างไร ไม่มีใครรู้สักคน ไปได้คำตอบจากเพื่อนคนหนึ่งเป็นเกาหลี สัญชาติ อเมริกัน ชื่อ Stephen Ho เดี๋ยวขอแวะนอกเรื่อง นินทาเพื่อนสักนิดหนึ่งก่อน คุณโฮมันทำงานอยู่ Pentagon(กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) รู้แทบจะทุกเรื่อง ถามอะไรมันก็รู้หมด แถมรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยดีกว่าคนไทย มันมาเมืองไทย แล้วพาผมไปเดินสยาม ยังคุยว่า Siam Square is like my back hand (แปลว่า คุ้นเคยกับสยามสแควร์ดีทุกซอกทุกมุม) แล้วที่ชอบที่ชอบของแกก็คือ Chicken farm มาที่ไรอยากไปดูแต่ฟาร์มไก่ เดือดร้อนผมต้องขับรถพามันวนดูฟาร์มไก่ ที่ ถ.เพชรบุรี ตั้งหลายรอบ ก่อนจะปล่อยมันลงไปเดินชมฟาร์มด้วยตัวเอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง พามันไปกิน Seafood ที่สีลม พอจะกลับคาดว่าเขาคงเห็นแสงสีแถวๆซอย 4 มันล่อตาล่อใจ ก็เลยบอกให้ผมกลับไปก่อน เขาอยากเดินเที่ยว ผมก็ปล่อยสิครับ ... เช้าวันถัดมาเจอกันมันบอกว่า "Woooh, Mickey you didn't tell me!! ... เออ ก็กรูเห็นเมิงรู้ทุกอย่างนี่หว่า นึกว่า Silom is like your back hand too!! lol. (มันไม่รู้ว่าแถวนั้นมีแต่บาร์เกย์กับโชว์กระเทยเต้นอโกโก้)



ที่มาที่ไปของ Berak a leg เจ้าเพื่อนผมมันบอกว่า ในหมู่นักดนตรี นักแสดง และคณะละครเวที เขาจะไม่อวยพรกันว่า Goodluck เพราะเชื่อกันว่ามันจะกลายเป็น Bad luck ทำให้แสดงไม่ดี เล่นไม่ออก หรือเกิดอุบัติเหตุจากการแสดงได้ (ผมนึกถึงนักกีต้าร์คนหนึ่งเอาลิ้นตัวเองไป lick guitar ไฟดูดตายเลย, 555) เขาจึงพูดให้ตรงข้าม คือแช่งให้ขาหักเสียเลย เนืองจากในยุคที่ละครเวทีเฟื่องฟู การแสดงมักจะผาดโผน เช่นการห้อยเชือกโรยตัวมาจากบนเพดาน หรือพระเอกนางเอกนั่งชิงช้าสูงๆ คุยกันเป็นต้น ซึ่งเวลาเกิดอุบัติเหตุมันมักจะทำให้ขาหัก การอวยพรแบบแก้เคล็ด จึงอวยพรให้ขาหัก ไม่ใช่คอหัก ..อิอิ 

อย่างไรก็ตาม ในภาษาเยอรมัน เขาก็อวยพรแบบนี้เหมือนกัน แต่เขาอวยพรให้หักทั้งขาและคอเลย (Hals- und Beinbruch) โหดดีไหมล่ะ?

การอวยพรแบบบแก้เคล็ดนี้ ก็คงคล้ายๆกับที่บ้านเรา ที่บอกว่าเวลาเห็นเด็กทารกน่ารักอย่าไปชมว่าน่ารัก เพราะจะทำให้เวลาโตขึ้นมันจะน่าเกลียด ให้บอกว่า "น่าเกลียดน่าชัง" แทน โตไปมันจะน่ารัก  .. อันนี้ผมสันนิษฐานว่าแม่ผมคงลืมบอกเพื่อนๆ ..lol บางความเชื่อก็บอกว่าถ้าไปชมว่าน่ารักเดี๋ยวผีจะมาเอาตัวไปครับ อย่ามาถามที่มาที่ไป ผมไม่รู้หรอกครับ มันน่าจะหายากกว่าที่มาไปของความเชื่อแบบฝรั่งเสียอีก

เมื่อรู้ที่มาที่ไปแล้ว คราวนี่แหละ ถ้าใครบอกให้ผมโชคดีตอนจะขึ้นเวที ถ้าได้อ่านตรงนี้ช่วยเปลี่ยนเป็นแช่งให้ผมขาหักแแทนนะครับ อวยพรให้โชคดี เดี๋ยวมีโกรธ

จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Out of my league


Out of my league


ตอนที่แล้ว เสนอคำว่า "Moodle" เป็นคำที่เอามาจากหนัง "She's out of my league" ก็ลืมที่จะอธิบายคำว่า "Out of my league" ไปเสียพร้อมๆกันเลย วันนี้จึงตั้งใจมาเป็นตอนสั้น ๆ เพื่ออธิบายกันให้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

ชายหนุ่มคนไหนที่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้า แล้วรู้สึกเหมือนเครื่องบินเพิ่งบินผ่านไปสดๆร้อนๆ ก็น่าจะใช้คำว่า "Out of me league" อย่างได้อารมภ์ที่สุดเลย ..ใช่แล้วครับ คำนี้มันใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า "หมามองเครื่องบิน" นั่นเอง

เวลาที่พูดว่า She's out of my league แปลตรงๆก็คือ เธออยู่นอกลีคของฉัน, ซึ่งมันเป็นลีคที่ฉันยังไปไม่ถึง มันจึงสื่อความหมายว่า "เอื้อมไม่ถึง" หรือหมามองเครื่องบินแบบไทยๆนี่แหละครับ ..




แต่หนุ่มๆ ที่คิดว่าตัวเองมักจะต้องเอาแต่มองเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันมากหรอกนะครับ หมาบางตัว เจ้านายมันก็พาขึ้นเครื่องบิน ..เห็นมะ มันไม่ใช่เอาแต่เห่าเวลาเครื่องบินบินผ่านนะ ..ถ้าเจ้านายไม่ได้ใจดีพาขึ้นเครื่อง เราก็ยังรอวันเด็กได้อีกนะ ไปดูเรื่องบินทหารใกล้ๆเลย ของแพงกว่าอีก วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันเด็กก็มีหลายครั้งเช่นกันนะครับ สู้ต่อไปไอ้มดแดง แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นหมาขี่เครื่องบิน

ค่อนข้างพบได้น้อยว่า Out of my league จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การหมายตาเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศหมายตาหนุ่มไฮโซ  หรือหนุ่มบ้านๆหมายตาดาวมหาลัย ใช้ได้หมด ..แต่อย่าหมายตากันมากได้ป่ะ ..มันคิดถึงหมาตายทุกทีเลย ในเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมามองเครื่องบินก็แย่แล้ว อย่าให้ต้องเป็น "หมาตาย" ถ้าเอาแต่หมายตา มันก็จะเป็นหมาตายจริงๆนั่นแหละ  จะดีกว่าไหม ถ้าจะทำอะไรให้เขา-เธอได้เห็นบ้าง บางครั้งคนเรามันดูดีขึ้นมาได้จากความสามารถเฉพาะตัว เช่นเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่ง เล่นกีฬาเก่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น หาข้อดีในตัวคุณแล้วทำให้มันเด่น ..แล้วหมาจะไม่ตาย!!!  โรนัลดินโย่ยังหล่อลากดิน โดยไม่ต้องไปจัดฟันเลยสักนิด อิอิ

มีใครบางคนที่ผมรู้จักดี ..มองเครื่องบินมาเจ็ดปีเต็มๆ  ..เมื่อสองสามวันก่อนพบว่าเครื่องบินที่เขามองเดินใส่ชุดคลุมท้องไปเสียแล้ว ..นานไปหรือเปล่า?  

เอาละครับ ตอนสั้นๆมันก็ไม่เคยสั้นทุกที เพราะเวลาคิดเรื่องหนึ่งมันมักจะโยงไปหาเรื่องอื่นๆ แล้วอดเขียนไม่ได้สักที ถ้าเขียนต่อเดี๋ยวจะมี ดอกฟ้ากับหมาวัด พริกขี้หนูกับหมูแฮมอะไรแถวๆนั้นออกมาอีก เพราะมันแว๊บๆขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่  วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Out of my league" แปลว่ามันไกลเกินความสามารถของตัวเราครับ



จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Boot on the throat"

18 มกราคม 2554, ตื่นเช้ามา สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือเปิด iPad เพื่ออ่าน CNN จาก CNN Application เห็นข่าวประธานาธิบดี "หู จิน เถ่า" ไปวอชิงตัน เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี "บารัก โอบามา" ตอนนี้โลกประสพกับปัญหาเรื่องค่าเงิน สหรัฐพยายามให้จีนปรับค่าเงินหยวนเพื่อให้ "สะท้อนความเป็นจริง" ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินหยวนถูกตรึงให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 40% นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำโลกเขาคุยกัน



ผมสดุดอยู่ตรงคำพูดของ Charles Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตส์ ซึ่งแกเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะให้สหรัฐมีมาตรการตอบโต้จีนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีหรืออะไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งแกพูดว่า

"China's currency is like a boot on the throat of America's economic recovery" นั่นแหละครับ รองเท้าบู๊ตกับคอหอย มันเกี่ยวอะไรกับเงินหยวนกับเศรษกิจอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ "Boot on the throat"

"Boot on the throat" มีความหมายว่า "แรงกดดัน"  ผมพยายามนึกถึงสำนวนไทยที่มีความหมายตรงกัน แต่ก็นึกไม่ออกครับ ใครนึกออกแล้วส่งอีเมลล์มาบอกผมด้วยนะ (แต่ไม่มีรางวัลให้ อิอิ)

ทำไมฝรั่งถึงใช้ "Boot on the throat" แทน "แรงกดดัน" ลองนึกภาพตามนะครับ เอาอย่างนี้เลยแล้วกัน สมมติว่าประธาณาธิบดีโอบาม่า กำลังขึ้นเวทีเล่นมวยปล้ำกับประธานาธิบดีหูจินเถ่า ระหว่างการต่อสู่อย่างถึงพริกถึงขิง โอบาม่าเกิดเพลี่ยงพล้ำลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวที!!  หูจินเถ่าเห็นดังนั้นจึงเอาเท้าเหยียบคอเอาไว้ หูจินเถ่าในชุดนักมวยปล้ำใส่บูททรงสูงแบบ "ริกกี้ สตีมโบ๊ท" ยังไงอย่างงั้น ..อาการแบบนี้จึงเรียกว่า "บู๊ทอยู่บนคอหอย" หรือ "Boot on the throat"

อาการสืบเนื่องที่โอบามาจะได้รับ จากการ "เหยียบคอหอย" คืออะไร ก็ต้องหมดสิทธิ์ในการลุกขึ้นสู้ มีโอกาสจะดิ้นไปดิ้นมาหลุดออกมาได้ แต่ก็เสี่ยงต่ออาการคอหักอยู่ดี หูจินเถ่าจึงได้เปรียบ แกก็เหยียบอยู่อย่างนั้นแล้วคอยถามว่า ลื้อจะยอมแพ้อั๊วหรือยัง(วะ) อีตาโอบาม่า!! นั่นคือหูจินเถ่ากำลังกดดันโอบาม่าอยู่ ดังนั้นสำนวน "Boot on he throat" จึงแปลว่า "กดดัน" นั่นเอง เพราะแม้ว่าหูจินเถ่าจะได้เปรียบ แต่การเหยียบอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ชนะเกมส์ ถ้าโอบาม่ายังไม่บอกว่า "ยอมแพ้" มันจึงเป็นแค่การกดดัน ยังไม่ใช่การเอาชนะอย่างเด็ดขาด

ขอยกตัวอย่าง อีกสักหนึ่งตัวอย่างนะครับ ถ้ายังจำกันได้ BP บริษัทขุดเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเคยทำน้ำมันรั่วกลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของคนบริเวณปากอ่าว และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประโยคต่อไปนี้เป็นแอ๊กชั่นจากอเมริกาที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ (BP)

"We will keep our boot on the throat of BP to ensure that they are doing all that that is necessary, while we do all that is humanity possible to deal with this incident"

เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีมหาดไทของสหรัฐ "Ken Salazar" แปลความได้ว่า "เราจะกดดัน BP ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทาง BP จะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ในขณะที่เราเองก็จะทำทุกอย่างที่มนมุษย์จะกระทำได้ในกาจัดการกับเหตุการณ์นี้"

สายแล้ว .. ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ ขอจบตรงนี้เลย ถ้าไปสายเดี๋ยวทั้งเจ้านายและลูกน้องจะเอาบู๊ทมาวางบนคอหอยผม .. อิอิอิ ไปล่ะ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "21 Guns"

วันนีเป็นตอนพิเศษสั้น ๆ เพราะเมื่อวานนี้ได้รับคำถามทาง  e-mail ถามว่า 21 Guns มีความหมายว่าอะไร คำถามนี้ไม่ตอบคงไม่ได้ เพราะ 21 Guns คือชื่อเพลงของวง Green Days เป็นเพลงที่เพราะถูกใจคนไทยมาก (ผมเดาเอา) ที่เดาอย่างนี้เพราะมันเป็นเพลงที่คนไทยร้องได้ดังที่สุด ตอนที่ Green Days มาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทย



มันมีความหมาย 2 นัยยะ ความหมายแรกคือการ disarm คือการปลดอาวุธนั่นเอง ผมเองไม่ได้ดูเนื้อเพลงอย่างละเอียด แต่พอจำได้ประโยคที่ว่า "Lay down you arms, give up the fire" ก็วางอาวุธลง และหยุดยิง กับอีกประโยคหนึ่ง "Throw up your arms into the sky" ก็โยนมันขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งมันก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าหยุดสู้กัน (เพราะโยนปืนทิ้งไปแล้ว) .. *ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อจะถูก จำ ๆ มา มันประมาณนี้*

ประเพณีนี้มันเริ่มจากกองทัพเรือประเทศต่าง ๆ ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้ค้นคว้ามาให้ว่า มันเป็นทหารเรือของประเทศอะไร และ พ.ศ. ไหน ที่รู้ ๆ ก็คือมันแพร่หลายไปทั่วโลกตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม เมื่อเรือของประเทศไดประเทศหนึ่ง จะเข้าเทียบท่าต่างชาติ จะต้องทำการ Disarm คือยิงลูกกระสุนปืนใหญ่ทิ้งให้หมด สมัยโบราณเรือลำใหญ่มันติดตั้งปืนแค่ 7 กระบอก ก็ยิง 7 ครั้งเป็นอันว่า เข้าเทียบท่าได้ ส่วนที่เหลือเป็นดินปืนประเภทโซเดียมในเตรท กว่าจะอัดใส่กระบอกปืนอีกก็ใช้เวลานาน สรุปว่าเรือลำนั้นยิ่งใครไม่ได้ ปลอดภัยแล้ว จึงเทียบท่าได้

ในสมัยโบราณนั้น การยิงเรือมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรือทำจากไม้ ล่มได้ง่าย และถ้าล่มครั้งหนึ่งก็จะมีคนตายมาก เมื่อเรื่อแต่ละชาติวิ่งมาเจอกันกลางทะเล ก็จะต้องทำการยิงกระสุนทิ้ง ทั้งสองข้าง โดยที่ประเทศมหาอำนาจจะยิงที่หลัง ประเทศเล็ก ๆ ต้องยิงก่อน คือยิงหมดทั้งชุดก่อน 7 ลูก แล้วจากนั้นประเทศใหญ่จึงยิงตามอีก 7 ลูก ต่อมาเราถือความเท่าเทียมกันของประเทศต่าง ๆ (มันมีอยู่จริงเหรอ ความเท่าเทียมเนี่ย) ก็เปลี่ยนมาเป็น one on one คือ ผลัดกันยิงที่ละลูก

ใน การยิงกระสุนทิ้งนี้ ถ้าเรามองดี ๆ จะเห็นว่ามันเป็นการณ์ให้เกียร์ติ เพราะเป็นการแสดงว่าเราจริงใจที่จะไม่ทำร้าย ฝ่ายตรงข้าม ลดศักดิ์ศรีของตัวเองลง ถ้านึกไม่ออกว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม ก็ลองเปรียบเทียบกันกีฬาฟุตบอล การทุ่มลูกบอลออกเมือมีผู้เล่นบาดเจ็บ และการเตะบอลคืนเมื่อเกมส์กลับมาเล่นได้ตามปกติ เป็นการสู้กันอย่างลูกผู้ชาย ถ้าฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บ อีกฝ่ายหนึ่งก็หยุดให้ไปรักษาหรือว่าเปลี่ยนตัวเอาคนแข็งแรงมาเสียก่อน ซึ่งเป็นการให้เกียร์ติฝ่ายตรงข้ามอีกแบบหนึ่ง

ในยุคต่อมามันกลายเป็น 21 Guns เรือมันไม่ได้ลำใหญ่ขึ้น แต่ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน หันมาใช้ดินปืนแบบโปแตสเซี่ยมในเตรท ใส่ได้ทีละ 3 ลูก เวลาจะยิงทิ้งยิงขว้าง ก็เลยต้องยิงทั้งหมด 21 ลูก (3x7)

อืม..แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนเป็น 3G แล้วบางประเทศก็ยังอยู่แถว ๆ หลังเขาพระสุเมรุ อยู่เลย!!!!

เนื่อง จากมันเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียร์ติ ต่อมามันจึงใช้ในงานศพของทหาร แรกเริ่มใช้กับทหารเรือเท่านั้น ต่อมาใช้กับทหารอื่น ๆ และต่อมาใช้กับผู้นำประเทศด้วย ในที่สุดก็ใช้กับบุคคลสำคัญของประเทศด้วย แต่ไม่ใช้กับบุคคลธรรมดา ที่เรารู้จักกันทั่ว ๆ ไปว่าการ "ยิงสลุต" (salute)


กลับมาที่เพลง 21 Guns ของ Green Days กันต่อ เพลงนี้ไม่ได้ใช้ 21 Guns ใน ความหมายที่ว่าจะให้เกียร์ติกัน แต่หมายถึงให้หยุดต่อสู้กันเสียที เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ความสูญเสีย แล้วยิ่งถ้าดู MV เหมือนจะเป็นการบอกให้คนสองคนที่ทะเลาะกัน ไม่ได้มีความหมายในทางการเมืองเลย แต่ในความคิดส่วนตัว ภาพใน MV มันก็แค่จัดเรื่องราวให้เข้ากับเพลง แต่วง Green Days โดยปกติ จะอิงสังคมและการเมืองอยู่เสมอ คล้ายๆกับ คาราบาวบ้านเราในสมัยก่อน ตอนที่พี่แอ๊ดแกยังไม่ได้เปลี่ยนอาชีพมาขายบาวแดง ดังนั้นก็ฟังธงได้เลยว่า มันหมายถึงการหยุดสงครามนั่นเอง เพราะสหรัฐสูญเสียทหารในสงครามต่าง ๆ ปีละหลายพันคน ทั้ง อิรัก อัฟกานิสฐาน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รวม ๆ แล้วก็หลายหมื่นคนทีเดียว

อืม ... ก็ว่าจะเขียนสั้น ๆ นะ ...สายไปแล้วล่ะลุงเอ้ย ยาวเหมือนเดิม

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลิน ตอน "I don't give a damn"

เช้านี้อากาศไม่ค่อยหนาวเหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อน คอการเมืองทั้งหลายก็พูดกันอยู่ได้ในเรื่องปรองดอง ภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Reconciliation แทนปรองดองในภาษาไทย ในกรณีเป็นกริยาเราใช้ว่า Reconcile

สำหรับผมอยากจะบอกว่า Thailand really need a reconciliation. แต่คิดไปคิดมา ถ้าบอกว่า Reconciliation ในเมืองไทยมันคือการทำให้ประชาชนคิดเหมือนกัน มันก็ไม่ใช่แล้ว การที่คนไทยถูกสอนให้คิดแบบ "ภาคบังคับ" มันทำให้ประเทศไทยไม่โต และเป็นอย่างนี้มานับศตวรรษแล้ว  การที่คนไทยคนหนึ่งจะทำความคิดดีงามอะไรสักอย่าง พบว่าหลาย ๆ ครั้ง มันมาจาการ Propaganda --คำ ๆ นี้มันแปลว่ากาารโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อ Propaganda มาก ๆ มันก็กลายเป็นหลอกชาวบ้านว่าเราเป็นอย่างนั้น ไป ๆ มา ๆ เราก็หลอกตัวเองด้วย ที่จริงแล้วการที่คนไทยคิดต่างกันแล้วอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาได้ต่างหาก คือสิ่งที่ต้องการ และควรเป็น

ตอนนี้แม้ เสธ.หนั่น จะพยายามเต็มที่เพื่อให้เกิด Reconciliation ในประเทศไทย แต่ผมอยากจะบอกว่า Thais don't give a damn on the reconciliation that is being proposed by Mr.Sanan.  ใช่ครับ, คนไทยไม่ได้สนใจเรื่องการปรองดองที่กำลังถูกเสนอโดย เสธ.หนั่นเลย

การ ปรองดองของคนในชาติ ไม่ได้หมายถึงปล่อยตัวนักโทษ หรือล้างความผิดคดีต่าง ๆ ของพันธมิตร และ นปช. หรือให้คุณทักษิณกลับบ้าน การทำอย่างนั้นผมเองไม่ได้ต่อต้าน แต่เห็นว่ามันเป็นการช่วยเหลือกันของนักการเมืองต่อนักการเมือง ให้รอดพ้นจากคดีต่าง ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศจะไม่ได้รับการแก้ไข และหมักหมมในประเทศต่อไป ผมพูดทั้งสองฝ่าย เพราะมันมีคดีกันทั้งสองฝ่าย แล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง --ประชาชนก็แค่ถูกยกขึ้นมาอ้าง (เหมือนอย่างเคย)

เกริ่นนำเรื่องวันนี้ อาจจะดูเคร่งเครียดไปเล็กน้อย วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง I don't give a damn ครับ คงพอจะเดาได้จากประโยคที่ยกตัวอย่างไว้ด้านบนแล้ว ว่า I don't give a damn มันแปลว่า "ฉันไม่สนหรอก" คล้าย ๆ กับ I don't care นั่นเอง แต่มันได้ความรู้สึบแบบดิบ ๆ มากกว่าการพูดว่า I don't care เฉย ๆ ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ให้ความหมายเหมือนกันคือ "I don't give a shit" ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายว่า "ฉันไม่สน" เหมือนกัน

มันมีเกร็ดเล็กน้อย ที่เป็นต้นกำเนิดของประโยคนี้
ผู้คนรู้จักประโยค I don't give a damn จากภาพยนต์เรือง Gone with the wind ซึ่งประโยคนี้ถูกพูดโดย Rhett Butler(แสดงโดย Clark Gable) เมื่อ Scarlett O'Hara ถามว่า "Where shall I go, What shall I do" --ฉันจะไปไหน, ฉันจะทำอะไร (เมื่อเธอจะทิ้งฉันไป) แล้ว Butler ก็ตอบว่า "Frankly, my dear, I don't give a damn" --พูดแบบแฟร้งค์ๆ เลยนะ ที่รัก ฉันไม่สนหรอก!!!  เจ็บปวดไหมล่ะครับ?

ว่ากันไปแล้ว Gone with the wind ทำให้ประโยคนี้มีชื่อเสียงและติดปากผู้คน เนื่องจากเป็นหนังที่ดังมากในปี 1939 (ใครเกิดทันบ้างเนี่ย) แต่จุดกำเนิดของมันอยู่ในเอเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง

ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย สกุลเงินที่อินเดียใช้ ไม่ใช่ Rupee (รูปี) เหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นสกุลที่เรียกว่า "Dam" ชาวอินเดียก็ชอบทำมาค้าขายทหารอังฤษ เพื่อหารายได้  คล้าย ๆ กับคนไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เราก็เอาของไปขายให้ญี่ปุ่นนั่นแหละ ที่นี้บางทีคนอินเดียก็เอาของห่วย ๆ ไปขาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝรั่ง(อังกฤษ) มันก็ตอบกลับไปว่า "No no no .. I don't give a dam"  "ไม่เอาง่ะ ไอไม่ให้แกสักกะแดมหนึ่ง" ซึ่งคำนี้มันติดปากคนอังกฤษกลับไปบ้านด้วย .. ผมสงสัยว่าคนอินเดียคงจะเก่งในด้านการเอาของห่วย ๆ มาหลอกขายแพง ๆ แค่มาขายถั่ว ขายโรตี ในบ้านเรามันยังมี Tricky เลย  จากนั้นมาคนอังกฤษก็ใช้ประโยค I don't give a damn ในความหมายว่า I don't care จนกระทั่งหนังเรื่อง Gone with the wind เอามาใช้ ประโยคนี้จึงเป็นที่นิยมกันทั่วไป

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลินตอน "LMAO"


ยุคสมัยนี้คนเราทำอะไรก็รีบๆ ไม่ทำอะไรเยิ่นเย้อ พิรี้พิไร เหมือนแต่เก่าก่อน ไม่เชื่อลองเปิดเพลงไทยเดิมฟังสิครับ โอ ...ละ..เหนอ..เอ๋อ ..เอ๋อ .. เอ๋อ ..ดวง ..เดือน .. เอย..เอย ..เอย (นี่ขนาดพิมพ์ยังเปลืองพื้นที่เลย ..OMG) คนสมัยนี้ไม่ฟังเพลงไทยเดิมก็ไม่ต้องไปโกรธเขาหรอกครับ มันก็ว่ากันไปตามยุคตามสมัย กว่าจะเอ่ยเอื้อนได้สักเพลา ก็พบว่าขับรถจากรามอินทราไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่า มันเดือนหงายหรือเดือนคว่ำ ถ้าเป็น Eminem นักร้องฮิปฮอปคนดังของบิลบอร์ดชาร์ต เขาแร็ปไปถึงท่อนฮุคแล้วครับ! (ขณะที่ลาวดวงเดือนยังอยู่ท่อนแรก)


เมื่อชีวิตมันต้องรีบเร่งกันขนาดนั้น คนเราทั้งไทยทั้งฝรั่งตาน้ำข้าว ก็จึงนิยมที่จะใช้ย่อคำในการเจรจาค้าความกัน การย่อคำไม่ได้เพิ่งเกิด มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่กระผมเด็ก ๆ เห็นเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวกัน เล็กชิ้นสด! จั๊บไม่งอกไม่ตับ หรือว่าหมี่โฟยำ ย่อไปย่อมาบางทีมันก็งงๆ สั่งบะหมีได้เส้นหมีซะงั้น ครั้งหนึ่งไปช่วยเพื่อนขายปาท่องโก๋กับซาลาเปา ลูกค้าเขาจะสั่งกันว่า โก๋ห้าเปาสอง หรือ เปาสามโก๋สี่ อะไรทำนองนี้ มีอยู่วันหนึ่ง มีลูกค้าสั่ง ปาห้าตัว (หมายถึงปาท่องโก๋ 5 ตัว)  เพื่อนผมมันบอกคนละร้านกันพี่ ขายปลาอยู่ร้านข้าง ๆ (ร้านข้าง ๆ ขายปลาตัวเล็ก ๆ ทอด!!) นี่เรียกว่าใช้คำย่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน!! (มาตรฐานของพ่อค้าป๋าท่องโก๋) ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงขนาดทำให้ท่านอดรับประทานสุดยอดปาท่องโก๋ ประจำซอย ..


ช่วง นี้ข่าวคลิปฉาวกำลังดัง เห็นเขาโพสต์ให้ไปดู คลิป ตลก. ในเฟสบุ๊ก เราก็เปิดเข้าไปดู แหมนึกว่าจะได้ดูตลกคลายเครียดซะหน่อย กลายเป็นคลิป ตุลาการ  มันไม่ใช่ "ตลก" แต่เป็น "ตุลาการ"  ... แล้วกรูจะรู้มั๊ยเนี่ย ดูแล้วไม่หัวเราะ แล้วยังเครียดเพิ่มอีก


LMAO

ตามที่จั่วหัวเอาไว้ วันนี้จะเสนอคำย่อ "LMAO" ซึ่งใช้กันมาก เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐาน De Facto (ดี แฟคโต้) กันไปแล้ว คำว่ามาตรฐาน De Facto หมายถึงการยอมรับโดยการใช้งานจริงซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้ ส่วนการยอมรับอีกแบบที่เรียกว่า De Jure (ดี เจอร์) เป็นการยอมรับโดยกฏ หนังสือบางเล่มจะอธิบายสองคำนี้ว่าเป็น "โดยนิตินัย"  กับ "โดยพฤตินัย" แต่ว่าความหมายมันจำกัด อยู่แค่เป็นภาษากฏหมาย มันไม่ครอบคลุมทั้งหมด อย่างมาตรฐาน มอก. หรือ ISO ถือว่าเป็น De Jure Standard ในขณะที่คนไทยลงซอฟต์แวร์วินโดวส์เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานของเครื่องส่วนใหญ่ ในที่นี้วินโดวส์จึงเป็น De Facto standard (วินโดวส์ไม่ใช่หน้าต่างบ้านกิ๊กนะครับ) ซึ่งนั่นเป็นชีวิตจริง ไม่ใช่ในตัวบทกฏหมายแต่อย่างใด แต่ถ้าในตุลาการศาล Double standard ก็ตัวใครตัวมัน  ..หุหุ


นอกเรื่องไปไกลเลย ..กลับมาเข้าเรื่องกันอีกที คำว่า LMAO ย่อมาจาก Laughing My Ass Off -- ใช้แสดงอาการของการ "โคตรขำ" ถ้าแปลตรง ๆ ตัวคงแปลว่า "ขำจนตูดปิด"  ถ้านึกไม่ออกว่าขำแล้วทำไมต้องตูดปิด ก็ลองขำดูแล้วกัน มันเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณประตูด้านใต้ของท่าน  :-) 


ฝรั่ง เขาใช้มากเวลาที่มีคนปล่อยไก่ เพราะฝรั่งบางคนมันนิสัยไม่ค่อยดี ชอบหัวเราะเยาะความผิดพลาดของคนอื่น แต่มันก็ใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่ฮามาก ๆ ด้วย ไม่ต้องรอคนปล่อยไก่อย่างเดียว เวลาไปอ่านบล๊อคตามเวบแล้วฮามาก ๆ เขาก็ใช้ LMAO ได้เหมือนกัน


มันมีคำที่แทนอาการ "ฮา" ได้มากกว่านี้อีก คือเป็นฮาระดับ "ฮากลิ้ง"  มันคือ ROTFL LMAO  เวลาย่อเขาย่อ ย่อแต่ ROTFL เฉย ๆ เป็นอันรู้กัน ไม่ต้องประกาศให้เต็มยศ ROTFL LMAO


ROTFL มันคือ Rolling On The Floor Laughing My Ass Off -- เป็นอาการที่นอกจากจะขำจนตูดปิดแล้วยัง "ขำกลิ้ง" คือไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นนะครับ ตรงกลับอาการ "Rolling on the floor"  สำหรับใครที่ใช้ BBM คงคุ้นเคยดีแล้ว เพราะมันมี emoticon ROTFL อยู่ครับ


ต่อ ไปนี้เวลาเจอ "LMAO" ที่ไหน ก็ไม่ต้องงงแล้วนะครับ ถ้ามีใครส่งคำ ๆ นี้ มาให้คุณ หลังจากคุณปล่อยไก่ ก็อาจจะแปลว่าเขากำลังหัวเราะอย่างฮากลิ้ง แต่คุณจะตีความว่าเป็นการฮาแบบธรรมดา ๆ หรือว่า เขากำลังหัวเราะเยาะคุณอยู่ มันแล้วแต่บริบทนะครับ อย่าไปซีเรียสกับมันเกินไป พวกเราคนไทยชอบซีเรียสเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นเรื่องกับบอกว่า ช่างมันเถอะ! แค่ขับรถปาดหน้ากัน ถึงกับยิงกันตาย ดิ้นๆ อยู่ในผับ เหยียบเท้ากันนิดส์หนึ่ง ก็พาเพื่อนมารุมกระทืบ ... เป็นอย่างนี้ประเทศเดียวในโลกกระมังครับ




แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า