แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความหมาย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาษาพาเพลิน ตอน "Keep your finger crossed"

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอด แม่แต่หมอดูที่ว่ากันว่าเก่งที่สุด ก็ยังทายผิดกันได้ เมื่อความแน่นอนมันกลายเป็นความไม่แน่นอน บางครั้งเราก็ต้องอาศัยโชคช่วย และนี่เองที่ทำให้มนุษย์เราอายพรให้กันด้วยคำว่า "ขอให้โชคดี" และคำที่เราได้ยินบ่อยๆในภาษาอังกฤษคือคำว่า "Good luck" ยังมีคำอื่นๆอีกหลายคำที่ใช้อวยพรให้โชคดึ

ผมเคยเขียนสำนวน "Break a leg" ซึ่งมันแปวว่าขอให้โชคดีเช่นกัน แต่ใช้กันในหมู่ศิลปินที่จะอวยพรกันก่อขึ้นเวทีโดยเฉพาะ ในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงสำนวนเกี่ยวกับการอวยพรอีกสำนวนหนึ่ง "cross fingers" ซึ่งหมายถึงการอวยพรให้โชคดี เช่นเดียวกัน โดยปกติจะพบเห็นการใช้งานอยู่สองรูปแบบตือ "Cross fingers" และ "Keep fingers crossed" โปรดสังเกตุว่า ในแบบหลังนั้น กริยา crossed จะต้องมี -ed ด้วย และ fingers จะอยู่ในรูปพหูrจน์เสมอ (ต้องเติม s) ทั้งนี้เพราะว่าจำเป็นต้องใช้สองนิ้วจึงจำสามารถทำ Cross fingers

ตัวอย่าง
- We're crossing our fingers and hoping that the project implementation will be fine.
- Keep your fingers crossed, everyone, Jane's only got to answer one more question.
- What done is done, now you need those fingers for crossing.

โดยปกติจะเห็นได้น้อยมาก ที่คนพูดประโยค Cross fingers พร้อมกับทำนิ้วไขว้จริงๆ แต่เข้าใจว่ามันคงไม่ผิดอะไรครับ ลักษณะของ

การทำ Cross fingers จะใช้นิ้วกลวงไขว้มาบนนิ้งชี้ เป็นสัญลักษณ์อันเดียวกับ "อุ๊บอิ๊บ" ที่บ้านเราใช้กัน อุ๊บอิ๊บ ของเรามีความหมาย

เพื่อเป็นการบอว่า ที่พูดไปเมื่อกี้นี้ไม่นับนะ (ฉันโกหก) ซึ่งต่างกันโดนสิ้นเชิงกับความหมายของฝรั่ง

สัญลักษณ์นี้มีต้นกำเนิดมาจาการเชื่อในพระเจ้าของชาวคริสต์ มันเป็นสัญลักณ์ที่ใช้ในการวิงวองขอพระผู้เป็นเจ้า ให้ทำการปกป้องและคุ้มครองจากอันตรายเภทภัยต่างๆ ตลอดจนขอพระเจ้าอำนวยพรให้โชคดี ในบางส่วนจะใช้เมื่อเกิดการ 'โกหกสีขาว" หรือที่เรียกว่า "White lie" ซึ่งก็คือการโกหกอย้่างมีเจตนาดีและไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผู้พูดโกหกก็จะทำ Cross fingers ในขณะที่พูดหรืออาจจะทำหลังจากพูดทันที ซึ่งมันก็จะคล้ายๆ "อุ๊บอิ๊บ" ในบ้านเรานั่นเอง เพราะชาวคริสต์เชื่อกันว่า การไขว้นิ้วนี้จะเป็นขอพลังจากพระปู้เป็นเจ้ามาคุ้มครองไม่ให้ตกนรกจากการพูดโกหก ต้นกำเนิดความเชื่อของคริสเตียนตรงนี้ สันนิษฐานว่ามาจากภาพวาดอันลื่อลั่นทีชื่อว่า "The last supper" ซึ่งในภาพนั้นพระเยซูได้ทำท่า Cross finger โดยที่สายตาจับจ้องไปเบื้องบน




วันนี้คุณได้รู้จักกับสำนวน Cross finger ที่ใช้ในการอวยพรให้โชคดี

Keep your fingers crossed, until we meet again. สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รวมคำที่แปลว่าสวยๆงามๆ เอาไว้ชมแฟนตัวเอง ตอนที่ 1

วันนี้เรามาพูดถึงอะไรสวยๆงามๆ ให้โลกมันน่าอยู่บ้างดีกว่าะครับ จะว่าไปแล้ว ถ้าจะพูดถึงความสวยงาม เรามักจะใช้บ่อยๆกับคำว่า "Beautiful" เท่านั้น มันยังมีคำอื่นๆอีกหลายๆคำ ที่ความหมายใกล้เคียงกัน อย่าง "Beau" อ่านว่าโบนะครับ อย่างไปเผลอ่านว่าบิวหรือบาว เคยเจอคนอ่านอย่างนี้มาแล้วจริงๆ แต่ใครมันจะไปรู้ทุกอย่างมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่ใช่ภาษาบ้านเรา มันก็ผิดกันได้ อย่าไปซีเรียสเลย เรามาดูกันที่ละคำเลยครับ

Anne Hathaway แบบนี้จะเรียกว่าสวยแบบไหนดีนะ


Beautiful แปลว่าสวย อันนี้ใช้ได้กับสวยทั่วๆไป นอกจากสวยแล้วยังแปลว่าไพเราะอีกด้วย เช่น ถ้าพูดว่า "Marie has a very beautiful voice" ก็หมายความว่ามาริเอะมีเสียงที่ไพเราะมากๆ ในปัจจุบันนี้เราอาจจะเรียกว่าเสียงสวยก็ได้ครับ ถือว่าอณุโลมใช้ได้ แต่ในความเป็นจริง เสียงสวยไม่ได้ เพราะเสียงไม่มีรูปให้มองเห็น เอาจริงๆแล้วจะไม่ถูกตามหลักภาษาไทย ..แต่ช่างมันเถอะ ตำรามันเขียนที่หลัง ถ้าพูดกันจนเป็นปกติ ตำรามันจะอัพเดทตามคนพูดเอง ..จริงๆนะ ไม่ได้พูดเล่น มันเป็นความจริงที่คนมองข้าม แต่มันจริงเสมอ

Cute อันนี้ก็อ่านผิดกันบ่อยนะครับ ต้องอ่านว่า "คิวท์" ไม่ใช่ "คู๊ท" หรือ "คัท" อันนี้ก็เคยเจอคนอ่านผิดมา อาการหนักกว่าคำว่า Beau อีก เพราะคนที่อ่านผิดเป็นนักศึกษาปริญญาโทหลักสูครนานาชาติเลย ..ก็ไม่ได้ยกตัวอย่างมาเยอะเย้ยกันนะ มันผิดกันได้ทุกคนครับ ยกตัวอย่างให้เห็นว่าคนเรียนปริญญาโทหลักสูตรนานาชาติยังอ่านผิดได้ แล้วเราทำไมจะอ่านผิดไม่ได้ล่ะครับ จะได้มีกำลังใจไง Cute แปลว่าน่ารัก ถ้าผู้หญิงที่หน้าตาจิ้มลิ้ม ไม่ได้สวยเหมือนนางงาม แต่ก็ดูน่านัก ๆ เราจะชมเธอว่่า "She 's so cute" ก็ได้นะครับ

Pretty คำนี้ก็เป็นอีกคำที่แปลว่าน่ารักอีกคำหนึ่ง ถ้าถามว่าแล้วมันต่างจาก Cute อย่างไร อันนี้ตอบยากครับ ผมขอว่าไปตามที่เคยเห็นเขาใช้กันนะคับ ผิดถูกอย่างไรถ้าอยากทราบจริงๆ อาจะต้องไปค้นคว้าอีกที คือคำว่า "Cute" ผมเห็นว่าเขาใช้ขมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงครับ ชมได้เป็นการทั่วไป แต่ Pretty นี่ใช้กับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ใช้กับผู้ชายในกรณีเฉพาะถ้าผู้ชายคนนั้นหน้าหวานมากๆ ประมาณกอล์ฟ-ไมค์ หรือนิชคุณ เราถึงจะเรียกว่าเป็น "Pretty boy" ได้ ผู้ชายหน้าตาอย่างป๋อ นัฐวุฒิ เราอาาจชมว่า Cute ได้ แต่ชมว่า Pretty ไม่ได้ครับ แต่จำไว้ว่าผู้ชายชมผู้ชายว่า cute ไม่ได้นะครับ เพราะมันจะฟังคล้ายๆกับเป็นคู่เกย์ ผู้หญิงชมผู้ชายว่า cute ได้ครับ

Marie Digby นี่ก็สวยไปอีกแบบครับ
Adorable คำนี้ก็แปลว่าสวยครับ แต่เป็นคำที่ใช้กับผู้ชายได้ด้วย ในภาษาไทยเราไม่ชมว่าผู้ชายสวย ในภาษาอังกฤษเราก็ไม่ชมผู้ชายว่า Beautiful เช่นกัน แต่ถ้าเป็นคำว่า adorable เราใช้ชมได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย บางทีก็แปลว่า "น่าหลงไหล" ครับ จริงๆแล้ว มันแปลได้ว่า สวย/หล่อ/น่าหลงไหล/น่าชื่นชม แล้วแต่บริบทครับ เวลาเจอผู้ชายที่หน้าตาธรรมดาบุคลิคขรึมๆแต่ดูแล้วมาดดี อย่างนี้จะชมว่า Cute ก็ไม่เหมาะ Beautiful ยิ่งไม้ได้ ก็ใช้ว่า "He's so adorable" ก็ได้ครับ

Gorgeous อ่านว่า "จอร์เจียส" หรือ "กอร์เจียส" แปลว่าสวย(อีกแล้ว) แต่อันนี้จะสวยออกไปทางสวยหรู ดูโอ่อ่า ใช้ชมสิ่งของที่หรูๆ ก็ได้ครับ ถ้าชมผู้หญิง มันใกล้เคียงกับคำว่า "สวยเริ่ด" และคำนี้ไม่ใช้ชมผู้ชายอย่างเด็ดขาด

Stunning คำนี้ก็แปลว่าสวย และผมชอบมากที่สุดเลยครับ มันให้ความรู้สึกว่า สวยจริง สวยอย่างกับนางฟ้า คือมันสวยแบบว่าตะลึง ประมาณว่ามันสวยขนาดนี้เลยเหรือ สวยจนต้องทึ่งประมาณนี้แหละครับ ไม่ได้ใช้ชมคนอย่างเดียวนะ จริงๆใช้ชมสิ่งของมากกว่าคนเสียด้วยซ้ำไป นึกถึงงานแกะสลักน้ำแข็งที่สวยจนน่าทึ่ง เราใช้คำว่า Stunning ได้อย่างเหมาะที่สุดเลย

ผมว่ามันชักจะยาวๆแล้ว คือผมรู้มาว่าคนไทยไม่ชอบอ่ายอะไรยาวๆ ผมขอต่อตอนสองดีกว่า คือคำว่าสวย/งาม/น่ารัก/ดูดี/หล่อ มีอีกเป้นกระบุงไม่ตำกว่า 20 คำ แบ่งๆไปเขียนวันหลังบ้างละกันครับ

วันนีคุณได้เรียนรู้ศัพท์ Gorgeous, Adorable, Pretty, Cute, Beautiful, และ Stunning ซึ่งทั้งหมดเอาไว้ชมความสวยงามของคน/สัตว์/สิ่ิงของ ซึ่งแต่ละคำให้ความรู้สึกต่างๆกันไป และบางทีใช้กับเพศที่ต่างกัน ก็ต้องเลือกใช้ให้ถุกนะครับ

แล้วพบกันใหม่ .. สวัสดี

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Out of my league


Out of my league


ตอนที่แล้ว เสนอคำว่า "Moodle" เป็นคำที่เอามาจากหนัง "She's out of my league" ก็ลืมที่จะอธิบายคำว่า "Out of my league" ไปเสียพร้อมๆกันเลย วันนี้จึงตั้งใจมาเป็นตอนสั้น ๆ เพื่ออธิบายกันให้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

ชายหนุ่มคนไหนที่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้า แล้วรู้สึกเหมือนเครื่องบินเพิ่งบินผ่านไปสดๆร้อนๆ ก็น่าจะใช้คำว่า "Out of me league" อย่างได้อารมภ์ที่สุดเลย ..ใช่แล้วครับ คำนี้มันใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า "หมามองเครื่องบิน" นั่นเอง

เวลาที่พูดว่า She's out of my league แปลตรงๆก็คือ เธออยู่นอกลีคของฉัน, ซึ่งมันเป็นลีคที่ฉันยังไปไม่ถึง มันจึงสื่อความหมายว่า "เอื้อมไม่ถึง" หรือหมามองเครื่องบินแบบไทยๆนี่แหละครับ ..




แต่หนุ่มๆ ที่คิดว่าตัวเองมักจะต้องเอาแต่มองเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันมากหรอกนะครับ หมาบางตัว เจ้านายมันก็พาขึ้นเครื่องบิน ..เห็นมะ มันไม่ใช่เอาแต่เห่าเวลาเครื่องบินบินผ่านนะ ..ถ้าเจ้านายไม่ได้ใจดีพาขึ้นเครื่อง เราก็ยังรอวันเด็กได้อีกนะ ไปดูเรื่องบินทหารใกล้ๆเลย ของแพงกว่าอีก วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันเด็กก็มีหลายครั้งเช่นกันนะครับ สู้ต่อไปไอ้มดแดง แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นหมาขี่เครื่องบิน

ค่อนข้างพบได้น้อยว่า Out of my league จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การหมายตาเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศหมายตาหนุ่มไฮโซ  หรือหนุ่มบ้านๆหมายตาดาวมหาลัย ใช้ได้หมด ..แต่อย่าหมายตากันมากได้ป่ะ ..มันคิดถึงหมาตายทุกทีเลย ในเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมามองเครื่องบินก็แย่แล้ว อย่าให้ต้องเป็น "หมาตาย" ถ้าเอาแต่หมายตา มันก็จะเป็นหมาตายจริงๆนั่นแหละ  จะดีกว่าไหม ถ้าจะทำอะไรให้เขา-เธอได้เห็นบ้าง บางครั้งคนเรามันดูดีขึ้นมาได้จากความสามารถเฉพาะตัว เช่นเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่ง เล่นกีฬาเก่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น หาข้อดีในตัวคุณแล้วทำให้มันเด่น ..แล้วหมาจะไม่ตาย!!!  โรนัลดินโย่ยังหล่อลากดิน โดยไม่ต้องไปจัดฟันเลยสักนิด อิอิ

มีใครบางคนที่ผมรู้จักดี ..มองเครื่องบินมาเจ็ดปีเต็มๆ  ..เมื่อสองสามวันก่อนพบว่าเครื่องบินที่เขามองเดินใส่ชุดคลุมท้องไปเสียแล้ว ..นานไปหรือเปล่า?  

เอาละครับ ตอนสั้นๆมันก็ไม่เคยสั้นทุกที เพราะเวลาคิดเรื่องหนึ่งมันมักจะโยงไปหาเรื่องอื่นๆ แล้วอดเขียนไม่ได้สักที ถ้าเขียนต่อเดี๋ยวจะมี ดอกฟ้ากับหมาวัด พริกขี้หนูกับหมูแฮมอะไรแถวๆนั้นออกมาอีก เพราะมันแว๊บๆขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่  วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Out of my league" แปลว่ามันไกลเกินความสามารถของตัวเราครับ



จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Gig (กิ๊ก)


"I had a gig at SCB last night."

ประโยคด้านบนนี้ ฟังแล้วจั๊กกะจี้หู "มีกิ๊กที่ SCB เมื่อคืนก่อน" โว้ววว.  "กิ๊ก" เป็นคำเกิดใหม่ในภาษาไทย มีพัฒนาการของคำมาพอสมควร ในตอนแรกๆ คำว่ากิ๊ก จะหมายถึงการแอบๆปิ๊ง สนิทสนม เหมือนกับเป็นคำย่อของ "กุ๊กกิ๊ก" ไม่ได้มีความหมายร้ายแรงในเชิงชู้สาวเหมือนในปัจจุบัน หลังๆนี่ความหมายก็เปลี่ยนออกไป มีเรื่องของ intimacy affair มาเกี่ยวข้องด้วย และการใช้ก็เพิ่มการเป็นคำกิริยาด้วย เช่น "นางสาวเอกิ๊กกับนายบีอยู่" ในขณะที่ยังใช้เป็นคำนามได้เหมือนเดิม ..มันใกล้เคียงกับคำว่า "ชู้" มากขึ้นทุกวัน แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านกิ๊ก จะพยายามบอกว่า "กิ๊กไม่ใช้ชู้ ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก" ...มันมีความหมายเดียวกันกับ "กิ๊กก็คือชู้ประเภทหนึ่งที่แฟนรู้แล้วต้องเลิก" นั่นเอง และนั่นก็เป็นแค่กฏที่ไม่ได้มีสมาคมกิ๊กมารับรอง "จรรยาบรรณกิ๊ก" สักหน่อย ในทางปฏิบัติจึงค่อนข้างยาก ..เวลาที่คุณ Crush on someone คุณคิดว่ามันจะเลิกง่ายๆ เหรอ? ในทางปฏิบัติ กิ๊ก จึงไม่ได้ต่างกับชู้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมเอง ..ไม่ต้องเห็นตามก็ได้ครับ บางคนอาจบอกควบคุมตัวเองได้ "เอาอยู่" เหมือนพี่เสก โลโซ ก็ว่ากันไป 

ที่นี้เราจะไปดู GIG ในภาษาอังกฤษกันบ้าง

ก่อนที่ผมจะรู้จักคำนี้ ผมเคยคิดว่า คำว่า Gig นี้ไม่มีในโลกของภาษาอังกฤษ นอกจากเป็นคำย่อของ "Gigabyte" เท่านั้น จนวันหนึ่งไปอ่านในเพจของ James Valentines ซึ่งเป็นมือกีต้าร์ของวง Maroon 5 (และเป็นไอดอลผมด้วย) โพสต์ว่า I'm going to have a gig at SF tomorrow. จริงๆ ผมก็เดาความหมายไว้ในใจแล้ว ว่ามันควรจะหมายความว่าอย่างไร คุณเจมส์ แกคงไม่ได้คิดจะไปหากิ๊กที่ซานฟรานซิสโกหรอก แต่เพื่อความชัวร์ก็ต้องไปถามอากู๋(Google) สักนิดหนึ่งก่อน

คำว่า GIG ในภาษาอังกฤษ มันเป็นศัพท์ที่ใช้มากในยุค 50s โดยพวกนักดนตรี มันหมายถึงการแสดงที่เป็น live performance หรือแสดงสดนั่นเอง นั่นเป็นความหมายแรก และเนื่องมาจากงานแสดงเป็นงานของนักดนตรี มันจึงมีความหมายถึง "งาน" ไปด้วย ในวงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Music industry จึงเอาคำนี้ไปใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า "Job" เช่น I've got new gig at NY Times. แปลว่าฉันได้งานใหม่ที่นิวยอร์คไทม์ และความหมายว่า "งาน" จึงเป็นอีกความหมายของมัน สำหรับในความหมายที่หมายถึงการแสดงสดนั้น ก็ยังได้ถูกใช้กับการแสดงอื่น ๆ อีกด้วย เช่นแสดงละครเวที โอเปราห์ ทอล์กโชว์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อย่าไปเปลี่ยน "Steve Jobs" ให้เป็น "Steve Gigs" นะครับ ฮาาาา..

สำหรับการนำไปใช้ ผมคิดว่ามีการใช้ในแวดวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พวก Music industry น้อยมาก ๆ คือแทบจะไม่เคยได้ยินจากหนัง จากเพลง จากข่าว หรือโฆษณาอะไรเลย แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่เป็นปกติ ในหมู่นักดนตรี ในความหมายถึงการแสดงสด  จริงๆมันก็ยังมีความหมายอื่น ๆอีก แต่ไม่ได้ใช้แพร่หลายนัก จึงไม่อยากจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ เช่นหมายถึงการเต้น (dance) เป็นต้น

ความหมายของประโยคที่จั่วหัวไว้ตอนต้น I had a gig at SCB last night. จึงหมายถึงฉันมีงานแสดง(ดนตรี) ที่ SCB เมื่อคืนก่อนครับ .. ก็ถ้าใครได้ไปไปดู เมื่อวานนี้ผมและสมาชิกอีก 2 คน จากวง Astra ไปเล่น Acoustic แบบชิลด์ๆ ที่ Courtyard  .. ที่จริงแล้วผมเล่นได้ดีกว่าที่เห็นมากครับ .. จนกระทั่งถูกธนูปักเข่า ก็จึงเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ 555+

วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Gig" ในภาษาอังกฤษ ว่าหมายความว่าอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ขอให้เป็นคนดีไม่ไม่กิ๊กกันทุกคนนะครับ

แล้วพบกันใหม่
23.12.2011

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน More than meet the eyes

วันนี้โพสต์จากบนไอแพด ไม่มีรูปประกอบสวยๆ ต้องขออภัยด้วยนะครับ

More than meet the eyes


ระว่างที่นั่งดูเรียลลิตี้โชว์ True Beauty season 2 ผู้เข้าแข่งขันสองคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดสองคนสุดท้าย (Bottom two) ต้องเข้าไปให้กรรมการตัดสินในรอบชิงดำ ก่อนจะถูกคัดตัวออก แลพต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านทันที 1 คน ระหว่างเดินทางไปพบกรรมการ ก็จะมีการจัดฉากให้ทั้งสองคนแสดงความงามภายใน (Inner beauter) โดยให้ชายแก่อ้วนเหงื่อท่วมตัว เข้ามาทักทาย เพื่อดูว่าใครที่จะแสดงท่าทางเป็นมิตร หรือแสดงการรังเกียจ ตรงส่วนนี้ของการแข่งขัน กรรมการคนหนึงพูดว่า "There is more to this compettition than meets the eyes" มาดูกันว่ามันหมายความว่าอย่างไร

"More than meet the eyes" หมายความว่ามากกว่าที่ตาเห็น คือมันมีเรืองที่ซับซ้อนยุ่งยากกว่าที่เห็นๆ ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ (ซึ่งเปลี่ยนช่องมาดู CNN แล้ว) ผมคงต้องบอกว่า "There is more to Mediterranean Sea war than meets the eyes" "สงครามทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนมีอะไรซับซอนมากกว่าตาเห็น" ผมคิดอย่างนั้นเนื่องจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาลสามารถมีรถถัง มีปืนใหญ่ สามารถยืดเมืองสำคัญๆได้ถึงหกเมือง เกินกว่าที่ประชาชนที่ต้องกสรประชาธิปไตยทั่วไปจะสามารถทำได้ และสหรัฐจะสนใจเข้ามาไหมถ้าลิเบียไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับสามของโลก นี่ไงครับ More than meet the eyes.

จนกว่าจะพบกันใหม่
21/03/2011


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง "21 Guns"

*หลังจากที่ได้เห็นคนอื่นเขาแปลอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมพยายามอ่านแล้ว ผมไม่สามารถแปลไทยเป็นไทยได้ จึงขอแปลเองเลยดีกว่า...*




21 Guns


By: Green Day

Do you know what's worth fighting for,
คุณรู้มั้ยว่าอะไรที่มีค่าพอที่จะต่อสู้เพื่อมัน (หรือสิ่งนั้น)?

When it's not worth dying for
เมื่อมัน (หรือสิ่งนั้น) ไม่คุ้มค่าพอที่ตะต้องสละชีวิตให้

Does it take your breath away
มันทำให้คุณตื่นเต้นจนลืมหายใจ ..

And you feel yourself suffocating
จนกระทั่ง พอรู้อีกทีคุณก็ตอนที่คุณเกือบจะขาดใจหรือเปล่า?

Does the pain weigh out the pride
ความเจ็บปวดมันได้ลดความหยิ่งผยองของคุณ ..

And you look for a place to hide
กระทั่งคุณต้องหาที่หลบเร้นใช่ไหม?

Did someone break your heart inside
มีใครเคยทำให้คุณผิดหวังอย่างแรงหรือเปล่า?

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns

Lay down your arms
วางอาวุธเหล่านั้นลง
Give up the fight
เลิกต่อสู้เสีย

One, 21 guns

Throw up your arms into the sky,
โยนอาวุธพวกนั้นทิ้งไปเสีย
You and I
ทั้งคุณและฉันน่ะแหละ

When you're at the end of the road
เมื่อคุณเดินไปสู่จุดที่จนมุม ..

And you lost all sense of control
จนกระทั่งคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ..

And your thoughts have taken their toll
แล้วความคิดในหัวคุณ มันได้ไปทำลายล้างคนอื่นเขา

When your mind breaks the spirit of your soul
เมื่อจิตใจของคุณทำลายจิตวิญญาณของคุณเอง ..

Your faith walks on broken glass
เมื่อนั้นความศรัทธาของคุณก็เดินอยู่บนเศษแก้ว

And the hangover doesn't pass
และ(ศรัทธาที่ควรจะเหลือบ้าง) ก็ไม่สามารถเหลือรอดไปด้

Nothing's ever built to last
ไม่เคยมีอะไรที่สร้างมาให้อยู่ได้ค้ำฟ้า

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You and I

(ซ้ำ)
Did you try to live on your own
คุณได้ลองพยายามอยู่ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่

When you burned down the house and home
เมื่อคุณได้เผาบ้านเรือนของคุณเสียสิ้นแล้ว

Did you stand too close to the fire
คุณยืนใกล้กองไฟเกินไปรึเปล่า

Like a liar looking for forgiveness from a stone
เหมือนคนโกหกพกลมที่พร่ำร้องขอการให้อภัยจากก้อนหิน

When it's time to live and let die ..
เมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่ให้คุณกำลังอยู่และตาย(เท่านั้น)

And you can't get another try
และคุณไม่เหลือโอกาสอื่นอีกแล้ว

Something inside this heart has died
บางสิ่งบางอย่างในใจมันตายลงไปแล้ว

You're in ruins
คุณหมดสิ่นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You
-----------------------------------------
คำที่น่าสนใจ:
- take breath away = อาการตื่นเต้นจนกระทั่งลืมหายใจ ผมมักจะเป็นตอนขับรถเข้าโค้งสมัยที่ขับรถใหม่ ๆ แต่ถ้าผมพูดว่า That girl took my breath away แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นงามมาก กระทั่งมองแล้วลืมหายใจ เฮ้อ ... ก็ไม่รู้ว่าเกิดขาดใจตายขึ้นมานี่จะไปนรกหรือสววรค์กัน 5555

- take its toll = (ในเพลงใช้ taken their toll) คือการทำลายล้าง


- suffocating = อาการที่เกือบ ๆ ขะขาดใจ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรลองกลั้นหายใจให้นานที่สุด อาการช่วงที่เหมือนว่าจะขาดใจ และมันบังคับร่างกายของคุณให้ต้องหายใจอีกครั้งเรียกว่า suffocating

- break one heart  = (ในเพลงใช้ break your heart) คือการทำให้ผิดหวัง หรือเสียใจอย่างแรง