แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ English แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ English แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Out of my league


Out of my league


ตอนที่แล้ว เสนอคำว่า "Moodle" เป็นคำที่เอามาจากหนัง "She's out of my league" ก็ลืมที่จะอธิบายคำว่า "Out of my league" ไปเสียพร้อมๆกันเลย วันนี้จึงตั้งใจมาเป็นตอนสั้น ๆ เพื่ออธิบายกันให้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

ชายหนุ่มคนไหนที่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้า แล้วรู้สึกเหมือนเครื่องบินเพิ่งบินผ่านไปสดๆร้อนๆ ก็น่าจะใช้คำว่า "Out of me league" อย่างได้อารมภ์ที่สุดเลย ..ใช่แล้วครับ คำนี้มันใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า "หมามองเครื่องบิน" นั่นเอง

เวลาที่พูดว่า She's out of my league แปลตรงๆก็คือ เธออยู่นอกลีคของฉัน, ซึ่งมันเป็นลีคที่ฉันยังไปไม่ถึง มันจึงสื่อความหมายว่า "เอื้อมไม่ถึง" หรือหมามองเครื่องบินแบบไทยๆนี่แหละครับ ..




แต่หนุ่มๆ ที่คิดว่าตัวเองมักจะต้องเอาแต่มองเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันมากหรอกนะครับ หมาบางตัว เจ้านายมันก็พาขึ้นเครื่องบิน ..เห็นมะ มันไม่ใช่เอาแต่เห่าเวลาเครื่องบินบินผ่านนะ ..ถ้าเจ้านายไม่ได้ใจดีพาขึ้นเครื่อง เราก็ยังรอวันเด็กได้อีกนะ ไปดูเรื่องบินทหารใกล้ๆเลย ของแพงกว่าอีก วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันเด็กก็มีหลายครั้งเช่นกันนะครับ สู้ต่อไปไอ้มดแดง แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นหมาขี่เครื่องบิน

ค่อนข้างพบได้น้อยว่า Out of my league จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การหมายตาเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศหมายตาหนุ่มไฮโซ  หรือหนุ่มบ้านๆหมายตาดาวมหาลัย ใช้ได้หมด ..แต่อย่าหมายตากันมากได้ป่ะ ..มันคิดถึงหมาตายทุกทีเลย ในเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมามองเครื่องบินก็แย่แล้ว อย่าให้ต้องเป็น "หมาตาย" ถ้าเอาแต่หมายตา มันก็จะเป็นหมาตายจริงๆนั่นแหละ  จะดีกว่าไหม ถ้าจะทำอะไรให้เขา-เธอได้เห็นบ้าง บางครั้งคนเรามันดูดีขึ้นมาได้จากความสามารถเฉพาะตัว เช่นเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่ง เล่นกีฬาเก่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น หาข้อดีในตัวคุณแล้วทำให้มันเด่น ..แล้วหมาจะไม่ตาย!!!  โรนัลดินโย่ยังหล่อลากดิน โดยไม่ต้องไปจัดฟันเลยสักนิด อิอิ

มีใครบางคนที่ผมรู้จักดี ..มองเครื่องบินมาเจ็ดปีเต็มๆ  ..เมื่อสองสามวันก่อนพบว่าเครื่องบินที่เขามองเดินใส่ชุดคลุมท้องไปเสียแล้ว ..นานไปหรือเปล่า?  

เอาละครับ ตอนสั้นๆมันก็ไม่เคยสั้นทุกที เพราะเวลาคิดเรื่องหนึ่งมันมักจะโยงไปหาเรื่องอื่นๆ แล้วอดเขียนไม่ได้สักที ถ้าเขียนต่อเดี๋ยวจะมี ดอกฟ้ากับหมาวัด พริกขี้หนูกับหมูแฮมอะไรแถวๆนั้นออกมาอีก เพราะมันแว๊บๆขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่  วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Out of my league" แปลว่ามันไกลเกินความสามารถของตัวเราครับ



จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Boot on the throat"

18 มกราคม 2554, ตื่นเช้ามา สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือเปิด iPad เพื่ออ่าน CNN จาก CNN Application เห็นข่าวประธานาธิบดี "หู จิน เถ่า" ไปวอชิงตัน เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี "บารัก โอบามา" ตอนนี้โลกประสพกับปัญหาเรื่องค่าเงิน สหรัฐพยายามให้จีนปรับค่าเงินหยวนเพื่อให้ "สะท้อนความเป็นจริง" ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินหยวนถูกตรึงให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 40% นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำโลกเขาคุยกัน



ผมสดุดอยู่ตรงคำพูดของ Charles Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตส์ ซึ่งแกเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะให้สหรัฐมีมาตรการตอบโต้จีนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีหรืออะไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งแกพูดว่า

"China's currency is like a boot on the throat of America's economic recovery" นั่นแหละครับ รองเท้าบู๊ตกับคอหอย มันเกี่ยวอะไรกับเงินหยวนกับเศรษกิจอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ "Boot on the throat"

"Boot on the throat" มีความหมายว่า "แรงกดดัน"  ผมพยายามนึกถึงสำนวนไทยที่มีความหมายตรงกัน แต่ก็นึกไม่ออกครับ ใครนึกออกแล้วส่งอีเมลล์มาบอกผมด้วยนะ (แต่ไม่มีรางวัลให้ อิอิ)

ทำไมฝรั่งถึงใช้ "Boot on the throat" แทน "แรงกดดัน" ลองนึกภาพตามนะครับ เอาอย่างนี้เลยแล้วกัน สมมติว่าประธาณาธิบดีโอบาม่า กำลังขึ้นเวทีเล่นมวยปล้ำกับประธานาธิบดีหูจินเถ่า ระหว่างการต่อสู่อย่างถึงพริกถึงขิง โอบาม่าเกิดเพลี่ยงพล้ำลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวที!!  หูจินเถ่าเห็นดังนั้นจึงเอาเท้าเหยียบคอเอาไว้ หูจินเถ่าในชุดนักมวยปล้ำใส่บูททรงสูงแบบ "ริกกี้ สตีมโบ๊ท" ยังไงอย่างงั้น ..อาการแบบนี้จึงเรียกว่า "บู๊ทอยู่บนคอหอย" หรือ "Boot on the throat"

อาการสืบเนื่องที่โอบามาจะได้รับ จากการ "เหยียบคอหอย" คืออะไร ก็ต้องหมดสิทธิ์ในการลุกขึ้นสู้ มีโอกาสจะดิ้นไปดิ้นมาหลุดออกมาได้ แต่ก็เสี่ยงต่ออาการคอหักอยู่ดี หูจินเถ่าจึงได้เปรียบ แกก็เหยียบอยู่อย่างนั้นแล้วคอยถามว่า ลื้อจะยอมแพ้อั๊วหรือยัง(วะ) อีตาโอบาม่า!! นั่นคือหูจินเถ่ากำลังกดดันโอบาม่าอยู่ ดังนั้นสำนวน "Boot on he throat" จึงแปลว่า "กดดัน" นั่นเอง เพราะแม้ว่าหูจินเถ่าจะได้เปรียบ แต่การเหยียบอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ชนะเกมส์ ถ้าโอบาม่ายังไม่บอกว่า "ยอมแพ้" มันจึงเป็นแค่การกดดัน ยังไม่ใช่การเอาชนะอย่างเด็ดขาด

ขอยกตัวอย่าง อีกสักหนึ่งตัวอย่างนะครับ ถ้ายังจำกันได้ BP บริษัทขุดเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเคยทำน้ำมันรั่วกลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของคนบริเวณปากอ่าว และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประโยคต่อไปนี้เป็นแอ๊กชั่นจากอเมริกาที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ (BP)

"We will keep our boot on the throat of BP to ensure that they are doing all that that is necessary, while we do all that is humanity possible to deal with this incident"

เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีมหาดไทของสหรัฐ "Ken Salazar" แปลความได้ว่า "เราจะกดดัน BP ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทาง BP จะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ในขณะที่เราเองก็จะทำทุกอย่างที่มนมุษย์จะกระทำได้ในกาจัดการกับเหตุการณ์นี้"

สายแล้ว .. ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ ขอจบตรงนี้เลย ถ้าไปสายเดี๋ยวทั้งเจ้านายและลูกน้องจะเอาบู๊ทมาวางบนคอหอยผม .. อิอิอิ ไปล่ะ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Shawty"

"Go, go, go, go
Go, go, go shawty
It's your birthday
We gon' party like it's yo birthday
We gon' sip Bacardi like it's your birthday
And you know we don't give a fuck
It's not your birthday!"


ขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังฟังเพลง "in da club" ของ 50 cent อยู่แล้วได้ยินประโยคที่ quote ไว้ด้านบน จึงเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า วันนี้ช้านจะเขียนคำนี้แหละ โดยปกติแล้ววัตถุดิบที่ใช้ในการเขียน ก็มักจะมาจากชีวิตประวันวันของเรานี่เอง  ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง อ่านข่าว มักจะมีคำที่แปลก ๆ ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ
 

สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมตั้งชื่อว่า 50 cent มันไม่เต็มดอลลาห์ คนไทยเขาจะถือว่า "ไม่เต็มบาท" แต่อีตานี้คนคงจะไม่ใช่ไม่เต็มบาทหรอก เพราะถ้าพูดถึงบาทน่ะ แกอาจจะมีหรือไม่มีไม่รู้ แต่ถ้าเป็นดอลลาห์ ก็ควรนับแกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีได้เลย

"Shawty" เป็นแสลงที่ใช้เรียกผู้หญิง หรือให้ผู้ชายใช้เรียกแฟนตัวเอง คล้ายๆกับที่ภาษาไทยเราเรียกว่า "สาวน้อย" ที่จริงแล้วมันแผลงมาจาก "Shorty" ซึ่งแปลว่าเตี้ย คือสาวน้อยร้อยชั่งมักจะต้องตั้วเตี้ย ๆ (หรือเปล่า อิอิ)  จะว่าไป ถ้าหนักแค่ร้อยชั่งนี่ไม่ใช่แค่เตี้ยอ่ะ ลูกกรอกชัดๆ!

คำว่า "Shawty" นี่เป็นคำเกิดใหม่ เริ่มพูดครั้งแรกใน Atlanta บ้านเกิดของ "ไรอัน ซีเครส" พิธีการชื่อดังแห่ง American Idol แรกเริ่มเดิมทีใช้เรียกคนตัวเตี้ย หรือเรียกเด็ก ๆ ต่อมาจึงขยายไปสู่ที่อื่น ๆ แล้วก็กลายเป็นแสลงเรียกใช้ผู้หญิงที่น่ารัก หรือใช้เรียกแฟน ตามที่อธิบายนั่นแหละครับ แต่ว่าใช้สำหรับให้ผู้ชายเรียกผู้หญิงเท่านั้นนะ  สาวๆ อย่าไปเรียกแฟนตัวเองว่า Shawty เข้าให้ เดี่ยวเขาจะพาลคิดไปไหนต่อไหน "เธอว่าอะไรของช้านมันสั้นง้านเหรอ"  มีเฮแล้วงานนี้

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าคำนี้มันกลายพันธุ์จากคำที่ใช้เรียกท่านบรรหาร กลายเป็นคำที่ใช้เรียกน้องแบม(ของท่านบรรหาร ฮา...) ไปได้ก็เพราะว่า มันถูกใช้เป็นคำที่เรียกเด็ก ๆ มาก่อนด้วย ก็เด็ก ๆ จะต้องตัวเตี้ยกว่าผู้ใหญ่ ภาษาไทยเรายังเรียกว่าไอ้หนูเลย บางทีก็เรียกเจ้าตัวเล็ก

ในภาษาอังกฤษคำที่ใช้เรียกเด็ก กลายมาเป็นคำเรียกคนรักหรือเรียกผู้หญิงตั้งหลายคำแล้วครับ เช่น Baby, Sweetie, My little girl ดังนั้น คงไม่ใช่้เรื่องหรักหนาสาหัสที่ "Shawty" จะยกระดับของตัวเองจากคำที่ใช้เรียกเด็ก ๆ มาใช้เรียกสาวน้อยร้อยชั่งกับเขาบ้าง หลายๆ ครั้งที่ภาษามันบ่องบอกวิธีคิดของคนนะครับ สำหรับคำว่า Baby มันกลายเป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกผู้ชายไปแล้วในปัจจับันนี้


คำที่ใช้เรียกผู้หญิงยังมีคำอื่น ๆ ที่นิยมใช้กันอีก เช่น "Chick", และ "ฺBreezie" คำแรกเราอาจเห็นบ่อยกว่า หลายๆคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คำหลังนี่เห็นได้น้อยกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเพลง Hip Hop ตัวยงก็คงได้ิยินบ่อย ๆ เช่นกัน ก็จำเพิ่มไปอีกนิด เวลาไปได้ยินหรือได้อ่านจากที่ไหน เราก็จะรู้แล้ว ว่า อ่อ...คำนี้หมายถึงผู้หญิงนั่นเอง


*คำว่า don't give a fuck ในเพลงนี้ มีความหมายเหมือน don't give a damn หรือ don't give a shit ที่ผมเคยนำเสนอไปในตอนอื่นแล้วนะครับ ลองไปหาอ่านดู

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

อ้อ..ลืมบอกไป ใครตาม Tweet ของผมจะพบกับคำศัพท์ แสลง หรือ idioms แปลกๆ อยู่เสมอ ทุกครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังคำแปลกๆ ก็จะ Tweet พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ทันที แล้ววันหลังผมก็จะเก็บเอามาขยายความใน Blog อีกที  ถ้าใครจะตาม (follow) twitter ของผมก็ mikky2012 นะครับ

สำหรับแฟนๆที่อ่านจาก http://247live.blogspot.com/ ผมได้ทำปุ่มให้ Follow Twitter ไว้ที่ลิงค์ด้านขวามือแล้วครับ ส่วนท่านที่อยากทราบความหมายของคำ ๆ ไหนจะส่ง e-mail มาถามเหมือนเดิม หรือจะมาทาง Twitter ก็ได้ครับ ตามสะดวก

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "HMU"

HMU ไม่ได้อ่านว่า "หมู" หรอกนะครับ แม้ผมจะชอบอ่านคำคำนี้ว่าหมู แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาอ่านตาม (ไม่ได้หวง ..แต่มันผิดคัรบ)

เวลานี้อะไรๆก็หมูสำหรับนายกอภิสิทธิ์ไปหมด พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากทุกคดี และยังมีผลการเลือกตั้งซ่อมเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้นนายกก็ยังต้องเผชิญศึกภายในพรรค เมื่อกุนซือซ้ายขวาต้องแตกหัก ถึงขั้นจะต้องเลือกไว้เพียงหนึ่งเรื่องมันจึงไม่ "หมู" อีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้เลขาธิการนายก นายกอร์ปศักดิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง เมื่อเหตุการณ์มันไม่หมูเช่นนี้ วันนี้ผมจึงนำเสนอคำว่า "หมู" เสียเลย(ย้ำอีกครั้ง ผมอ่านเล่นๆโปรดอย่าอ่านตามนะครับ)

มีผู้อ่านส่งอีเมลล์มาบอกว่า เวลาผมเขียนแต่ละเรื่อง ผมนอกเรื่องมากไป ไม่เหมาะกับการที่เขาเพียงแค่อยากรู้ความหมายของคำตามหัวข้อ แล้วเขาต้องไปอ่านเรื่องอื่นนานมากๆ ผมอ่านแล้วก็เห็นด้วยนะครับ ผมขออธิบายอย่างนี้ครับ ที่ผมใส่เรื่องต่างๆที่เป็นสถานการณ์ปัจุบันลงไป เมื่อกลับมาอ่านวันหลังเราจะรู้ว่า สถานการณ์ในขณะที่เขียนมันมีสภาพเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นบ้าง ก็เอาเป็นว่าผมจะฝอยน้อยลง แล้วเข้าเนื้อหาให้เร็วขึ้น แต่จะตัดไปเลยมันคงจะไม่ครบถ้วนตามเจตนาผมนะครับ เราพบกันครึ่งทาง และขอบคุณที่อุตสาห์ติชมกันมาครับ

HMU คำนี้เป็นคำย่อ ที่ใช้กันตามยุคสมัยเลยครับ ใช้กันมากในปีนี้นี่เอง ดังนั้นเรียนรู้ไว้ ไม่มีเชยแน่นอนครับ HMU ย่อมาจาก Hit me up. การใช้ค่อนข้างจะอยู่ในเรื่องของการสื่อสาร ใช้ชวนสาวๆไปออกเดทก็ได้ หรือการบอกให้ติดต่อฉันด้วย หรือบอกว่าชวนฉันไปด้วย เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

"Just hit me up on my cellphone, I'll pick up it right away."
- แค่โทรมาเข้ามือถือฉัน ฉันจะรับทันที
(Right away แปลว่า ในทันที, เผื่อว่าผู่อ่านบางคนอาจจะยังไม่รู้ครับ)

"He tried to hit me up for a loan"
- เขาพยายามเข้าถึงฉันเพื่อการกู้ยืมเงิน
สำหรับตัวอย่างนี้ มันค่อนข้างจะไม่ได้ใช้ในแบบที่เขากำลังฮิตๆกันอยู่ในขณะนี้ แต่เราก็ควรทราบไว้ครับ อย่าเรียนแต่คำฮิตๆครับ เดี๋ยวท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี(หรือท่านสามสี ภูเขาทอง ของผม อิอิ)จะน้อยอกน้อยใจเอา หาว่าไปทำภาษาวิบัติอีก ฮาาาาาาา จำไว้ว่า Hit up, Hit one up มันใช้แปลว่าการเข้าถึงอีกด้วย จะว่าไปถ้าเป็นภาษาอังกฤษแล้ว มันความหมายเดียวกันนะครับ เวลาเราติดต่อใครไม่ได้ในภาษาอังกฤษเราก็จะบอกว่า we could not reach you. แปลให้ตรงๆตัวมันก็เหมือนฉันเข้าถึงคุณไม่ได้ (ขอร้องเลย ว่าอย่าแปลแบบนี้ นี่แค่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า มันเหมือนจะเป็นคนละคำในภาษาไทย แต่มันไม่ต่างกันในภาษาอังกฤษ)

"Honey, Please hit me up with that super car"
- ที่รัก, โปรดปนเปรอฉันด้วยรถซูเปอร์คาร์คันนั้น (ลิเกจังวุ้ย)
เอาเป็นว่าไปแต่งความหมายภาษาไทยเพราะๆเอาเองนะครับ คือใช้ในความหมายว่าเติมเต็มความต้องการ,หรือปรนเปรอ,สนองตัญหา,อะไรประมาณนั้นล่ะครับ ประโยคนี้เธอไม่ได้ขอให้ขับรถซูปเปอร์คาร์ชนเธอนะครับ อันนั้นมันก็โรคจิต ซาดิสม์ไปนิดส์หนึ่ง

ในประโยคเดียวกันนี้ เมื่อคุณเป็นผู้ชายที่ถูกหวานใจขอให้ถอยรถซูเปอร์คาร์ให้ แต่คุณยังไม่มีปัญญาซื้อให้เธอตอนนี้ แต่พ่อบุญทุ่มอย่างคุณก็พร้อมที่จะซื้อให้วันหลัง คุณอาจปฏิเสธว่า "Oh..no I've just boughten you a diamond ring, please hit me up next year before your birthday" ไม่เอาน่าผมเพิ่งซื้อแหวนเพชรให้คุณไป คุณเตือนผมอีกที่ปีหน้าก่อนวันเกิดคุณแล้วกัน ..แหมคนมันรวยช่วยไม่ได้จริงๆ จะเห็นว่าความหมายมันคือจะเตือนฉันอีกทีวันหลัง

ความหมายก็มีอยู่ประมาณนี้แหละครับ แต่ที่เขาฮิตๆกันจริงๆ ตาม Social Network ต่างๆ จะใช้ในความหมายของการติดต่อเป็นส่วนใหญ่ครับ ใช้ได้ทั้งทางโทรศัพท์, ทาง Instant messaging, หรือการติดต่อทางไหนก็ได้ครับ เช่นเพื่อนคุณอาจจะโทรหาคุณไม่ติดเลย เพราะคุณมัวแต่โทรคุยกับกิ๊กใหม่ เขาจึงไปโพสต์ในเฟสบุ๊คของคุณว่า Hey man, HMU when you get a chance. จะเห็นว่าเพื่อนคุณไม่ได้ระบุว่าให้ติดต่อทางไหน คุณจะโทรจิตไปเพื่อนคุณก็ไม่ว่าหรอก(แต่อาจจะช๊อคตายก่อน)

HMU มันจะฮิตกันขนาดไหนกันเชียว? เอาเป็นว่าดูรูปประกอบด้านล่างนี้ เป็นสถิติคำที่ใช้เป็น status บน Facebook มากที่สุด ในปี 2010 คุณคงเห็นแล้วว่า มันอยู่อันดับที่เท่าไหร่
 



พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

Contacts
e-mail: sup_ch@hotmail.com
twitter: mikky2012

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "Once in a blue moon"

*บทความนี้เป็นบทความเก่าที่เขียนเมื่อ 25 December 2007 ย้ายบ้านมาไว้ที่นี่ เพื่อรวบรวมให้อยู่ในที่เดียวกัน ในบทความบางส่วนมีการอ้างถึงคุณสมัคร สุนทรเวช และในโอกาสที่ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว ผมขอแสดงความไว้อาลัย ในฐานะที่ท่านเป็นปูชณียบุคคลทางด้านการเมืองคนหนึ่ง ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างมากมาาย ขอให้ความสงบตลอดชัวนิจนิรันด์ จงมีแด่ดวงวิญญาณของ "สมัคร สุนทรเวช"

 

Once in a blue moon.

สำนวน ในวันนี้เป็นสำนวนที่ผมไม่เคยเห็นมานานแล้ว ทั้งในหนังสือ หรือว่าในบทสนทนาต่าง ๆ  เคยเรียนมาตอนอยู่ ม ปลาย แต่มาได้ยินอีกครั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังจากนับคะแนนเลือกตั้งไปได้จำนวนหนึ่ง และพรรคพลังประชาชน มาที่หนึ่งแน่นอนแล้ว

จำ ไม่ได้ว่า นักข่าวต่างประเทศสำนักข่าวไหน ถามท่านหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้หัวหน้าพรรคเล็กที่ร่วมจัตตั้งรัฐบาลจะเป็นนายก แทนที่จะเป็นตัวคุณสมัครเอง ตรงนี้คุณสมัครตอบไปว่า มันเป็นไปได้ยาก แล้วก็อธิบายต่อว่ามันเคยเกิดขึ้นนานมาแล้วสมัยท่านคึกฤทธิ์ แต่มันยากที่จะเกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ และนายกรัฐมาตรีต้องเป็นตัวคุณสมัครเองเท่านั้น

คุณสมัครใช้ประโยคว่า "It happens only once in a blue moon" ในการอธิบายความว่า มันเป็นไปได้ยากหรือไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ

ตัวอย่าง
- It's like once in a blue moon the election winner's party could not form the goverment (มันเป็นไปได้ยากที่พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้)


คุณ สมัครเป็นตัวอย่างที่ดีของคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษ เพราะลักษณะการพูดมั่นอกมั่นใจ ไม่ติดขัด สื่อสารรู้เรื่องดี ตรงนี้เป็นส่วนที่คนไทยขาดไป ที่ไม่ค่อยกล้าพูด กลัวผิดแกรมม่า กลัวผิด tense ก็เลยพูดไม่ได้ แล้วคนไทยก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เสียดี ซึ่งส่งผลกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย เราเทียบกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม ไม่ได้เลย จะว่าไปจริง ๆ แล้ววันที่ฟังคุณสมัครแถลงก็จับได้ว่าแกพูดผิดพูดถูกบ้าง เช่นคำว่า coup* คุณสมัครแกออกเสียงว่า "คู๊ป" (ออกเสียผิดเล็กน้อย) แต่ผมว่าฝรั่งเขาฟังแล้วเขาก็เข้าใจ เขาก็รู้ว่า ภาษาอังฤษ ไม่ได้เป็น Mother language (ภาษาแม่) สำหรับคนไทย ขนาดจอร์จ บุช ยังพูดผิดพูดถูก แล้วเราจะไปกลัวทำไม

กล้าพูดเข้าไว้ ไม่ต้องกลัวพูดผิด ภาษาอังกฤษเอาไว้สื่อสาร ไม่ได้เอาไว้โชว์ว่าสำเนียงดีเหมือนจบ Oxford ครับ.

---------------------------------------------
* coup อ่านว่า คูป์ (ไม่ออกเสียง ป ปลา) มาจากคำว่า Coup d' e' Tat (คู เด ท่าท์) แปลว่าการทำรัฐประหาร



ภาษาพาเพลิน ตอน "Fire in the hole"

ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ไปดูภาพยนต์เรื่องเกี่ยวกับกำเนิดของพระเยชู ซึ่งในเรื่องมีการแปลคำว่า "Halo" ว่า "ฉัพรรณรังษี" พอกลับบ้านก็เลยไปโพสต์ในห้องเฉลิมไทยของเวบพันทิป ว่าทำไมเขาแปลแบบนี้ คือว่ามันผิด ผลปรากฏว่า ... ปรากฏว่าโดนรุมด่าน่ะสิ โทษฐานที่ไปรู้ดีกว่านักแปลชื่อดัง ..แล้วคนที่แปลเรื่องนี้เขาก็ดังจริงๆ ผมว่าเขาเก่งภาษาอังกฤษมาก ถึงมาทำงานแปลบทภาพยนต์ได้ แต่บางทีเขาอาจจะไม่เก่งภาษาไทย ก็เป็นไปได้กระมัง!!

คำว่า "ฉัพรรณรังสี" คือรัศมีอันประกอบด้วยแสงหกประการ ที่จะเปล่งรัศมีออกมาจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ (ฉพ แปลว่า 6 ในภาษาบาลี) ดังนั้นในหนังเรื่องนั้นจะอธิบายรัศมีรอบศรีษะของพระเยซูว่าฉัพรรณรังสี ก็ดูจะเป็นการกล่าวตู่เอาคุณลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้ามาใช้อธิบาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ถูก และยังไม่ควรอีกด้วย อันนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าศาสดาของศาสนาใหนสำคัญกว่า แต่อยากจะบอกว่างานแปลบทภาพยนต์ มันเป็นงานสาธารณะ ที่มีผู้ชมมาก ดังนั้นผู้แปลจึงต้องระมัดระวัง ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจต้องค้นคว้าก่อน ก็เข้าใจอยู่ว่า ไม่มีใครรู้อะไรไปหมดทั้งโลก แต่ทำการบ้านบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ชมที่เสียเงินไปดูครับ

หัวเรื่องในวันนี้คือคำว่า "Fire in the hole" ใช่ครับ มันเป็นคำที่ผมจำมาจากภาพยนต์ที่แปลแล้วทำให้งงอีกเช่นเดียวกัน ปกติก็ไม่ได้เห็นศัพท์นี้เป็นการทั่วไป แต่เรียนรู้เอาไว้ก็อาจะมีประโยชน์ เพราะว่าพบในภาพยนต์หลาย ๆ เรื่อง เท่าที่ผมจำได้ก็มีเรื่อง "X-Men" และเรื่อง "Over the hedge" ที่จริงก็มีอีกนะ แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว ทุกๆเรื่องจะแปล Fire in the hole ว่า "ไฟในหลุม" หรือไม่ก็ "ไฟในรู" โดยที่ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรบ้างเลย ว่าคนดูเขาจะรู้เรื่องใหม



ที่ มาของมันอยู่ไกลมาก ย้อนหลังไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 อาชีพทำเหมืองเป็นงานที่อันตรายและคนไม่อยากทำมากที่สุด (จริงๆแล้วศตวรรษนี้มันก็ยังอันตรายอยู่ดีนั่นแหละ) มักจะมีคนแขนขาด ขาขาด หรือถึงขั้นเสียชีวิต จากระเบิดที่ใช้ในการระเบิดหิน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น ทีมที่จุดระเบิด จะตะโกนบอกคนอื่น ๆ ว่า "Fire in the hole" ก่อนจะทำการจุดระเบิด (คำว่าจุดระเบิดภาษาอังกฤษเรียกว่า Detonation

ต่อ มามันได้ถูกใช้อย่างเป็นทางการ เพราะว่าเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในตรากฏหมายของรัฐหลาย ๆ รัฐที่มีการทำเหมือง ยกตัวอย่างเช่นรัฐอิลินอยส์ (ไม่รู้คนรัฐนี้มันนอยกันั้งรัฐหรือเปล่าหนอ อิอิ) ระบุว่า “The shot firer must give a loud, verbal warning such as ‘fire in the hole’ at least three times before blasting” (ต้องให้คนจุดระเบิด เตือนทางวาจา ด้วยเสียงอันดัง เช่นคำว่า "Fire in the hole" สามครั้งก่อนทำการระเบิด) และด้วยการที่มันเป็นข้อความทางกฏหมายนี่เอง เป็นการช่วยยืนยันว่า เขาสะกดอย่างนี้(จริง ๆ นะ) เพราะว่ามีคนที่เข้าจะผิดคิดว่าเป็น "Fire in the hold"

และ ต่อมาอีก ประมาณปี 1940 มันได้ถูกนำมาใช้เป็นศัพท์ทางการทหาร ด้วยความหมายเดิม คือเป็นการเตือนให้ระวัง,และเตรียมพร้อม โดยเริ่มจากกองทหารปืนใหญ่ จะตะโกนคำว่า "Fire in the hole" ก่อนจะยิงปืนใหญ่ และก็ยังพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันทหารราบก็ใช้คำว่า "Fire in the hole" ก่อนทำการโยนระเบิดเข้าไปในที่เป็นพื้นที่ปิด ซึ่งอาจจะมีแรงสท้อนกลับของแรงระเบิดได้ ภายหลังก็ได้แพร่หลายในหมู่ทหารอื่น ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่จะยิงปืนใหญ่ โยนระเบิด ก็จะใช้ว่า "Fire in the hole" กันทั้งหมด ตรงนี้ผมเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง คนงานเหมือนถูกเกณฑ์มาเป็นทหารกันมาก มันก็เลยถูกนำมาใช้กับการทหารไปด้วย

ต่อ มา ในศตวรรษที่ 21 นี่เอง ที่มันกลายเป็นคำฮิตในหมู่พลเรือน อาจะเป็นเพราะว่าภาพยนต์สงครามออกฉายหลายเรื่องก็ได้ ทำให้คนจำมันติดหู และเอาไปใช้กับลักษณะอาการที่จะโยนสิ่งของออกไป อาจจะโยนให้คน หรือโยนไปในที่ว่าง ๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน มีร้านฟาสต์ฟูตหลาย ๆ แห่ง ที่โยนเครืองดื่มกระป๋องให้ลูกค้า ก็จะพูดว่า "Fire in the hole" เป็นการบอกให้ลูกค้าเตรียมรับสินค้า และในศตวรรษนี้ผู้ที่ใช้มันมากที่สุด ก็ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป แต่เป็นวงการภาพยนต์ ทีมงานที่ทำ Special Effect จะใช้ "Fire in the hole" ทุกครั้งที่จะทำการระเบิด นอกจากจะให้ทีมงานระวังตัวแล้ว ยังเป็นการเตือนช่างกล้องทุกตัว ไม่ให้พลาดช๊อตสำคัญ เพราะถ้าพลาดไปต้องมาติดตั้ง Special Effect กันใหม่หมด อีกวงการหนึ่งที่ใช้มากก็คือเกมส์ออนไลน์ครับ เกมส์หลาย ๆ เกมส์ที่เป็นแนว ยิงปืน, ปาระเบิด เช่น Counter Strike(CS) เป็นต้น ผมว่าใน CS เขาพูดบ่อยไป จนออกจะน่ารำคาญไปแล้ว

และ "Fire in the hole" ก็ยังถูกใช้ไปในเชิงล้อเลียนอีกด้วย เช่นการผายลม ถ้าคุณด้านพอ ก่อนจะผายลม ก็ตะโกนบอกเพื่อน ๆ ก่อนว่า "Fire in the hole" เพื่อนๆ จะได้หนีกันทันครับ ถึงจะไม่ทำให้แขนขาขาด แต่มันก็เป็นมลภาวะทางอากาศ(หรืออาจะมลภาวะทางเสียงด้วยในบางกรณี)เตือนกันเสีย
ก่อน มันก็ดูดีมีมารยาทดีนะครับ พวกที่ใช้เชิงล้อเลียนแบบนี้ มีอีกมากครับ คงจะอธิบายกันใหม่หมด และส่วนใหญ่มันก็จะลงไปใต้สะดือแทบทั้งนั้น ยังไม่อยากเขียนบทความ 18+ ครับ 555

วันนี้เราได้รู้จักพัฒนาการของคำว่า "Fire in the hole" อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 ถึง ศตวรรษที่21 พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

ภาษาพาเพลิน ตอน "21 Guns"

วันนีเป็นตอนพิเศษสั้น ๆ เพราะเมื่อวานนี้ได้รับคำถามทาง  e-mail ถามว่า 21 Guns มีความหมายว่าอะไร คำถามนี้ไม่ตอบคงไม่ได้ เพราะ 21 Guns คือชื่อเพลงของวง Green Days เป็นเพลงที่เพราะถูกใจคนไทยมาก (ผมเดาเอา) ที่เดาอย่างนี้เพราะมันเป็นเพลงที่คนไทยร้องได้ดังที่สุด ตอนที่ Green Days มาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทย



มันมีความหมาย 2 นัยยะ ความหมายแรกคือการ disarm คือการปลดอาวุธนั่นเอง ผมเองไม่ได้ดูเนื้อเพลงอย่างละเอียด แต่พอจำได้ประโยคที่ว่า "Lay down you arms, give up the fire" ก็วางอาวุธลง และหยุดยิง กับอีกประโยคหนึ่ง "Throw up your arms into the sky" ก็โยนมันขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งมันก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าหยุดสู้กัน (เพราะโยนปืนทิ้งไปแล้ว) .. *ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อจะถูก จำ ๆ มา มันประมาณนี้*

ประเพณีนี้มันเริ่มจากกองทัพเรือประเทศต่าง ๆ ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้ค้นคว้ามาให้ว่า มันเป็นทหารเรือของประเทศอะไร และ พ.ศ. ไหน ที่รู้ ๆ ก็คือมันแพร่หลายไปทั่วโลกตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม เมื่อเรือของประเทศไดประเทศหนึ่ง จะเข้าเทียบท่าต่างชาติ จะต้องทำการ Disarm คือยิงลูกกระสุนปืนใหญ่ทิ้งให้หมด สมัยโบราณเรือลำใหญ่มันติดตั้งปืนแค่ 7 กระบอก ก็ยิง 7 ครั้งเป็นอันว่า เข้าเทียบท่าได้ ส่วนที่เหลือเป็นดินปืนประเภทโซเดียมในเตรท กว่าจะอัดใส่กระบอกปืนอีกก็ใช้เวลานาน สรุปว่าเรือลำนั้นยิ่งใครไม่ได้ ปลอดภัยแล้ว จึงเทียบท่าได้

ในสมัยโบราณนั้น การยิงเรือมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรือทำจากไม้ ล่มได้ง่าย และถ้าล่มครั้งหนึ่งก็จะมีคนตายมาก เมื่อเรื่อแต่ละชาติวิ่งมาเจอกันกลางทะเล ก็จะต้องทำการยิงกระสุนทิ้ง ทั้งสองข้าง โดยที่ประเทศมหาอำนาจจะยิงที่หลัง ประเทศเล็ก ๆ ต้องยิงก่อน คือยิงหมดทั้งชุดก่อน 7 ลูก แล้วจากนั้นประเทศใหญ่จึงยิงตามอีก 7 ลูก ต่อมาเราถือความเท่าเทียมกันของประเทศต่าง ๆ (มันมีอยู่จริงเหรอ ความเท่าเทียมเนี่ย) ก็เปลี่ยนมาเป็น one on one คือ ผลัดกันยิงที่ละลูก

ใน การยิงกระสุนทิ้งนี้ ถ้าเรามองดี ๆ จะเห็นว่ามันเป็นการณ์ให้เกียร์ติ เพราะเป็นการแสดงว่าเราจริงใจที่จะไม่ทำร้าย ฝ่ายตรงข้าม ลดศักดิ์ศรีของตัวเองลง ถ้านึกไม่ออกว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม ก็ลองเปรียบเทียบกันกีฬาฟุตบอล การทุ่มลูกบอลออกเมือมีผู้เล่นบาดเจ็บ และการเตะบอลคืนเมื่อเกมส์กลับมาเล่นได้ตามปกติ เป็นการสู้กันอย่างลูกผู้ชาย ถ้าฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บ อีกฝ่ายหนึ่งก็หยุดให้ไปรักษาหรือว่าเปลี่ยนตัวเอาคนแข็งแรงมาเสียก่อน ซึ่งเป็นการให้เกียร์ติฝ่ายตรงข้ามอีกแบบหนึ่ง

ในยุคต่อมามันกลายเป็น 21 Guns เรือมันไม่ได้ลำใหญ่ขึ้น แต่ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน หันมาใช้ดินปืนแบบโปแตสเซี่ยมในเตรท ใส่ได้ทีละ 3 ลูก เวลาจะยิงทิ้งยิงขว้าง ก็เลยต้องยิงทั้งหมด 21 ลูก (3x7)

อืม..แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนเป็น 3G แล้วบางประเทศก็ยังอยู่แถว ๆ หลังเขาพระสุเมรุ อยู่เลย!!!!

เนื่อง จากมันเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียร์ติ ต่อมามันจึงใช้ในงานศพของทหาร แรกเริ่มใช้กับทหารเรือเท่านั้น ต่อมาใช้กับทหารอื่น ๆ และต่อมาใช้กับผู้นำประเทศด้วย ในที่สุดก็ใช้กับบุคคลสำคัญของประเทศด้วย แต่ไม่ใช้กับบุคคลธรรมดา ที่เรารู้จักกันทั่ว ๆ ไปว่าการ "ยิงสลุต" (salute)


กลับมาที่เพลง 21 Guns ของ Green Days กันต่อ เพลงนี้ไม่ได้ใช้ 21 Guns ใน ความหมายที่ว่าจะให้เกียร์ติกัน แต่หมายถึงให้หยุดต่อสู้กันเสียที เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ความสูญเสีย แล้วยิ่งถ้าดู MV เหมือนจะเป็นการบอกให้คนสองคนที่ทะเลาะกัน ไม่ได้มีความหมายในทางการเมืองเลย แต่ในความคิดส่วนตัว ภาพใน MV มันก็แค่จัดเรื่องราวให้เข้ากับเพลง แต่วง Green Days โดยปกติ จะอิงสังคมและการเมืองอยู่เสมอ คล้ายๆกับ คาราบาวบ้านเราในสมัยก่อน ตอนที่พี่แอ๊ดแกยังไม่ได้เปลี่ยนอาชีพมาขายบาวแดง ดังนั้นก็ฟังธงได้เลยว่า มันหมายถึงการหยุดสงครามนั่นเอง เพราะสหรัฐสูญเสียทหารในสงครามต่าง ๆ ปีละหลายพันคน ทั้ง อิรัก อัฟกานิสฐาน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รวม ๆ แล้วก็หลายหมื่นคนทีเดียว

อืม ... ก็ว่าจะเขียนสั้น ๆ นะ ...สายไปแล้วล่ะลุงเอ้ย ยาวเหมือนเดิม

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลิน ตอน "Play by ears"

Marie Digby  เป็นคนดังประจำ Youtube เธอโด่งดังมากจากการทำ Cover เพลง Umbrella ของ Rhihana ซึ่งมี Hits ถึงหลักล้านภายในไม่กี่วันที่เธอ Published ออกมา หลังจากนั้นเธอได้ออกอัลบั้มของตัวเอง และมี Mini world tour น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเรา มาได้ใกล้ที่สุดแค่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์ อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเราสักเท่าไหร่ แม้ว่าเพลง Umbrella ที่เธอทำ Cover เอาไว้จะติตชาร์ต ทั้ง FM102.5 และ FM105.5 อยู่หลายสัปดาห์ก็ตาม

ถ้าใครอยากดูฝีมือการเล่นกีต้าร์แนวป๊อบ กับแสียงหวาน ๆ ของเธอ ก็ลองเข้ายูทิวป์แล้วพิมพ์ชื่อเธอลงไปได้เลยครับ ..อ้อ บางเพลงเธอก็เล่นเปียโนครับ ฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว






















ที่ต้องเล่าเรื่องของ Marie Digby ให้ฟัง เพราะว่า วันหนึ่งเข้าไปอ่านคอมเมนต์ในยูทิวป์ของเธอ มีคนถามเธอว่า "Can you give me a tab of this song?" (ฉันขอแท๊บของเพลงนี้ได้ไหม)  *แท็บ* ในที่นี้คือ Guitar Tab ลักษณะคล้าย ๆ กับ โน๊ตบรรทัด 5 เส้นที่เราเคยเรียน แต่ว่าจะมี 6 เส้นตามจำนวนสายของกีต้าร์

Marie ตอบกลับไปว่า "I don't have any tab for all those I have played, I played them by ear." ทำให้ผมนึกสนุกขึ้นมาบ้าง เลยใส่คอมเมนต์ต่อท้ายไปว่า "But, As I can see, you're playing it by hand, not by ear" (แต่ฉันเห็นว่าคุณเล่นด้วยมือนะ ไม่ใช่เล่ยด้วยหู) ... โพสต์ไปแล้วก็มานึกได้ว่า เออมันไม่ขำเลยนะมุกนี้ แต่ยังดีที่มีฝรังพิมพ์ "555" กลับมา   ผมรู้ทันทีว่าไม่ใช่ฝรั่งที่ไหนหรอก "ฝรั่งหัวดำ" นี่เอง!! เป็นเหตุให้ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เออ.. เราน่าจะเขียนเรื่องนี้นะ "Play it by ear"

Play by ears


ถ้าเรา "เดา" จากประโยคที่ Marie ตอบแฟน ๆ ก็จะเดาได้ว่า "ฉันไม่ได้อ่านจากแท็บหรอก แต่ว่าฉันฟังจากหูแล้วก็เล่นตาม"  คล้าย ๆ ว่า "Play it by ear" จะแปลว่า ไม่ได้อ่านโน๊ต (แน่นอนถ้าอ่านโน๊ต คงไม่ต้องใช้หูในการเล่น) และในบริบทแบบนี้ผมคิดว่าเธอคงหมายความตามนั้นแหละ  ...เร็ว ๆ นี้เอง มีคนจีนมาขอแท็บจากผม ผมก็เลยจำมุขของ Marie มาใช้บ้าง I don't have any tab, 'cause I was playing it by ear ..แหม ฟังดูเหมือนเราเก่งมากเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแท็บ ก็ไม่มีความสามารถจะอ่านได้ทันหรอกครับ :-)

Play it by ear ไม่ได้ใช้กับการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่มันหมายถึง "การทำอะไรที่ไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า" ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันที เหมือนกับที่นักดนตรีเล่นเพลงโดยไม่ได้อ่านโน๊ตนั่นแหละครับ (นักเปียโนจะเรียกว่าการ Improvise) หรือว่ากันตามสถานการณ์ในขณะนั้น

ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันดีกว่าครับ:-


"He plays his negotiations by ear, going into them with no clear or fixed plan" เขาทำการต่อรองไปตามสถานการณ์ ไม่ได้มีแผนการที่ชัดเจนแน่นอนมาก่อน

"I can't tell you when should the Paliament disolution be made, let's play it by ear" ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าควรขะยุบสภาเมื่อไหร่ ว่าไปตามสถานการณ์แล้วกัน

"Suthep says he's not sure what goes on in the cabinet meetings on this Tusday, so he'll just play it by ear and see what happens"  สุเทพบอกว่า เขาไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นในการประชุม ครม. วันอังคารนี้, เขาจึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การ ทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งมันก็เป็นความตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่าชีวิตที่จำเจน่าเบื่อ ใครจะไปชอบชีวิตที่ขึ้นกับตารางเวลาไปเสียหมด อะไร ๆ ก็ถูกวางแผน ถูกกำหนดไปเสียทุกอย่าง ชิมิ ชิมิ?

แล้วคุณล่ะชอบชีวิตแบบ Play it by ear หรือไม่

พบกันใหม่ตอนหน้า

Marie Digby










ภาษาพาเพลิน ตอน "I don't give a damn"

เช้านี้อากาศไม่ค่อยหนาวเหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อน คอการเมืองทั้งหลายก็พูดกันอยู่ได้ในเรื่องปรองดอง ภาษาอังกฤษเราใช้คำว่า Reconciliation แทนปรองดองในภาษาไทย ในกรณีเป็นกริยาเราใช้ว่า Reconcile

สำหรับผมอยากจะบอกว่า Thailand really need a reconciliation. แต่คิดไปคิดมา ถ้าบอกว่า Reconciliation ในเมืองไทยมันคือการทำให้ประชาชนคิดเหมือนกัน มันก็ไม่ใช่แล้ว การที่คนไทยถูกสอนให้คิดแบบ "ภาคบังคับ" มันทำให้ประเทศไทยไม่โต และเป็นอย่างนี้มานับศตวรรษแล้ว  การที่คนไทยคนหนึ่งจะทำความคิดดีงามอะไรสักอย่าง พบว่าหลาย ๆ ครั้ง มันมาจาการ Propaganda --คำ ๆ นี้มันแปลว่ากาารโฆษณาชวนเชื่อ เมื่อ Propaganda มาก ๆ มันก็กลายเป็นหลอกชาวบ้านว่าเราเป็นอย่างนั้น ไป ๆ มา ๆ เราก็หลอกตัวเองด้วย ที่จริงแล้วการที่คนไทยคิดต่างกันแล้วอยู่ด้วยกันอย่างไม่มีปัญหาได้ต่างหาก คือสิ่งที่ต้องการ และควรเป็น

ตอนนี้แม้ เสธ.หนั่น จะพยายามเต็มที่เพื่อให้เกิด Reconciliation ในประเทศไทย แต่ผมอยากจะบอกว่า Thais don't give a damn on the reconciliation that is being proposed by Mr.Sanan.  ใช่ครับ, คนไทยไม่ได้สนใจเรื่องการปรองดองที่กำลังถูกเสนอโดย เสธ.หนั่นเลย

การ ปรองดองของคนในชาติ ไม่ได้หมายถึงปล่อยตัวนักโทษ หรือล้างความผิดคดีต่าง ๆ ของพันธมิตร และ นปช. หรือให้คุณทักษิณกลับบ้าน การทำอย่างนั้นผมเองไม่ได้ต่อต้าน แต่เห็นว่ามันเป็นการช่วยเหลือกันของนักการเมืองต่อนักการเมือง ให้รอดพ้นจากคดีต่าง ๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหากับประเทศจะไม่ได้รับการแก้ไข และหมักหมมในประเทศต่อไป ผมพูดทั้งสองฝ่าย เพราะมันมีคดีกันทั้งสองฝ่าย แล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง --ประชาชนก็แค่ถูกยกขึ้นมาอ้าง (เหมือนอย่างเคย)

เกริ่นนำเรื่องวันนี้ อาจจะดูเคร่งเครียดไปเล็กน้อย วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง I don't give a damn ครับ คงพอจะเดาได้จากประโยคที่ยกตัวอย่างไว้ด้านบนแล้ว ว่า I don't give a damn มันแปลว่า "ฉันไม่สนหรอก" คล้าย ๆ กับ I don't care นั่นเอง แต่มันได้ความรู้สึบแบบดิบ ๆ มากกว่าการพูดว่า I don't care เฉย ๆ ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่ให้ความหมายเหมือนกันคือ "I don't give a shit" ทั้งหมดนี้ล้วนมีความหมายว่า "ฉันไม่สน" เหมือนกัน

มันมีเกร็ดเล็กน้อย ที่เป็นต้นกำเนิดของประโยคนี้
ผู้คนรู้จักประโยค I don't give a damn จากภาพยนต์เรือง Gone with the wind ซึ่งประโยคนี้ถูกพูดโดย Rhett Butler(แสดงโดย Clark Gable) เมื่อ Scarlett O'Hara ถามว่า "Where shall I go, What shall I do" --ฉันจะไปไหน, ฉันจะทำอะไร (เมื่อเธอจะทิ้งฉันไป) แล้ว Butler ก็ตอบว่า "Frankly, my dear, I don't give a damn" --พูดแบบแฟร้งค์ๆ เลยนะ ที่รัก ฉันไม่สนหรอก!!!  เจ็บปวดไหมล่ะครับ?

ว่ากันไปแล้ว Gone with the wind ทำให้ประโยคนี้มีชื่อเสียงและติดปากผู้คน เนื่องจากเป็นหนังที่ดังมากในปี 1939 (ใครเกิดทันบ้างเนี่ย) แต่จุดกำเนิดของมันอยู่ในเอเซียใกล้ ๆ เรานี่เอง

ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย สกุลเงินที่อินเดียใช้ ไม่ใช่ Rupee (รูปี) เหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นสกุลที่เรียกว่า "Dam" ชาวอินเดียก็ชอบทำมาค้าขายทหารอังฤษ เพื่อหารายได้  คล้าย ๆ กับคนไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เราก็เอาของไปขายให้ญี่ปุ่นนั่นแหละ ที่นี้บางทีคนอินเดียก็เอาของห่วย ๆ ไปขาย เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝรั่ง(อังกฤษ) มันก็ตอบกลับไปว่า "No no no .. I don't give a dam"  "ไม่เอาง่ะ ไอไม่ให้แกสักกะแดมหนึ่ง" ซึ่งคำนี้มันติดปากคนอังกฤษกลับไปบ้านด้วย .. ผมสงสัยว่าคนอินเดียคงจะเก่งในด้านการเอาของห่วย ๆ มาหลอกขายแพง ๆ แค่มาขายถั่ว ขายโรตี ในบ้านเรามันยังมี Tricky เลย  จากนั้นมาคนอังกฤษก็ใช้ประโยค I don't give a damn ในความหมายว่า I don't care จนกระทั่งหนังเรื่อง Gone with the wind เอามาใช้ ประโยคนี้จึงเป็นที่นิยมกันทั่วไป

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลินตอน "LMAO"


ยุคสมัยนี้คนเราทำอะไรก็รีบๆ ไม่ทำอะไรเยิ่นเย้อ พิรี้พิไร เหมือนแต่เก่าก่อน ไม่เชื่อลองเปิดเพลงไทยเดิมฟังสิครับ โอ ...ละ..เหนอ..เอ๋อ ..เอ๋อ .. เอ๋อ ..ดวง ..เดือน .. เอย..เอย ..เอย (นี่ขนาดพิมพ์ยังเปลืองพื้นที่เลย ..OMG) คนสมัยนี้ไม่ฟังเพลงไทยเดิมก็ไม่ต้องไปโกรธเขาหรอกครับ มันก็ว่ากันไปตามยุคตามสมัย กว่าจะเอ่ยเอื้อนได้สักเพลา ก็พบว่าขับรถจากรามอินทราไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วก็ยังไม่รู้เลยว่า มันเดือนหงายหรือเดือนคว่ำ ถ้าเป็น Eminem นักร้องฮิปฮอปคนดังของบิลบอร์ดชาร์ต เขาแร็ปไปถึงท่อนฮุคแล้วครับ! (ขณะที่ลาวดวงเดือนยังอยู่ท่อนแรก)


เมื่อชีวิตมันต้องรีบเร่งกันขนาดนั้น คนเราทั้งไทยทั้งฝรั่งตาน้ำข้าว ก็จึงนิยมที่จะใช้ย่อคำในการเจรจาค้าความกัน การย่อคำไม่ได้เพิ่งเกิด มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่กระผมเด็ก ๆ เห็นเขาสั่งก๋วยเตี๋ยวกัน เล็กชิ้นสด! จั๊บไม่งอกไม่ตับ หรือว่าหมี่โฟยำ ย่อไปย่อมาบางทีมันก็งงๆ สั่งบะหมีได้เส้นหมีซะงั้น ครั้งหนึ่งไปช่วยเพื่อนขายปาท่องโก๋กับซาลาเปา ลูกค้าเขาจะสั่งกันว่า โก๋ห้าเปาสอง หรือ เปาสามโก๋สี่ อะไรทำนองนี้ มีอยู่วันหนึ่ง มีลูกค้าสั่ง ปาห้าตัว (หมายถึงปาท่องโก๋ 5 ตัว)  เพื่อนผมมันบอกคนละร้านกันพี่ ขายปลาอยู่ร้านข้าง ๆ (ร้านข้าง ๆ ขายปลาตัวเล็ก ๆ ทอด!!) นี่เรียกว่าใช้คำย่อที่ไม่เป็นมาตรฐาน!! (มาตรฐานของพ่อค้าป๋าท่องโก๋) ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงขนาดทำให้ท่านอดรับประทานสุดยอดปาท่องโก๋ ประจำซอย ..


ช่วง นี้ข่าวคลิปฉาวกำลังดัง เห็นเขาโพสต์ให้ไปดู คลิป ตลก. ในเฟสบุ๊ก เราก็เปิดเข้าไปดู แหมนึกว่าจะได้ดูตลกคลายเครียดซะหน่อย กลายเป็นคลิป ตุลาการ  มันไม่ใช่ "ตลก" แต่เป็น "ตุลาการ"  ... แล้วกรูจะรู้มั๊ยเนี่ย ดูแล้วไม่หัวเราะ แล้วยังเครียดเพิ่มอีก


LMAO

ตามที่จั่วหัวเอาไว้ วันนี้จะเสนอคำย่อ "LMAO" ซึ่งใช้กันมาก เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐาน De Facto (ดี แฟคโต้) กันไปแล้ว คำว่ามาตรฐาน De Facto หมายถึงการยอมรับโดยการใช้งานจริงซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้ ส่วนการยอมรับอีกแบบที่เรียกว่า De Jure (ดี เจอร์) เป็นการยอมรับโดยกฏ หนังสือบางเล่มจะอธิบายสองคำนี้ว่าเป็น "โดยนิตินัย"  กับ "โดยพฤตินัย" แต่ว่าความหมายมันจำกัด อยู่แค่เป็นภาษากฏหมาย มันไม่ครอบคลุมทั้งหมด อย่างมาตรฐาน มอก. หรือ ISO ถือว่าเป็น De Jure Standard ในขณะที่คนไทยลงซอฟต์แวร์วินโดวส์เป็นซอฟต์แวร์มาตรฐานของเครื่องส่วนใหญ่ ในที่นี้วินโดวส์จึงเป็น De Facto standard (วินโดวส์ไม่ใช่หน้าต่างบ้านกิ๊กนะครับ) ซึ่งนั่นเป็นชีวิตจริง ไม่ใช่ในตัวบทกฏหมายแต่อย่างใด แต่ถ้าในตุลาการศาล Double standard ก็ตัวใครตัวมัน  ..หุหุ


นอกเรื่องไปไกลเลย ..กลับมาเข้าเรื่องกันอีกที คำว่า LMAO ย่อมาจาก Laughing My Ass Off -- ใช้แสดงอาการของการ "โคตรขำ" ถ้าแปลตรง ๆ ตัวคงแปลว่า "ขำจนตูดปิด"  ถ้านึกไม่ออกว่าขำแล้วทำไมต้องตูดปิด ก็ลองขำดูแล้วกัน มันเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณประตูด้านใต้ของท่าน  :-) 


ฝรั่ง เขาใช้มากเวลาที่มีคนปล่อยไก่ เพราะฝรั่งบางคนมันนิสัยไม่ค่อยดี ชอบหัวเราะเยาะความผิดพลาดของคนอื่น แต่มันก็ใช้ได้ในกรณีทั่วไปที่ฮามาก ๆ ด้วย ไม่ต้องรอคนปล่อยไก่อย่างเดียว เวลาไปอ่านบล๊อคตามเวบแล้วฮามาก ๆ เขาก็ใช้ LMAO ได้เหมือนกัน


มันมีคำที่แทนอาการ "ฮา" ได้มากกว่านี้อีก คือเป็นฮาระดับ "ฮากลิ้ง"  มันคือ ROTFL LMAO  เวลาย่อเขาย่อ ย่อแต่ ROTFL เฉย ๆ เป็นอันรู้กัน ไม่ต้องประกาศให้เต็มยศ ROTFL LMAO


ROTFL มันคือ Rolling On The Floor Laughing My Ass Off -- เป็นอาการที่นอกจากจะขำจนตูดปิดแล้วยัง "ขำกลิ้ง" คือไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นนะครับ ตรงกลับอาการ "Rolling on the floor"  สำหรับใครที่ใช้ BBM คงคุ้นเคยดีแล้ว เพราะมันมี emoticon ROTFL อยู่ครับ


ต่อ ไปนี้เวลาเจอ "LMAO" ที่ไหน ก็ไม่ต้องงงแล้วนะครับ ถ้ามีใครส่งคำ ๆ นี้ มาให้คุณ หลังจากคุณปล่อยไก่ ก็อาจจะแปลว่าเขากำลังหัวเราะอย่างฮากลิ้ง แต่คุณจะตีความว่าเป็นการฮาแบบธรรมดา ๆ หรือว่า เขากำลังหัวเราะเยาะคุณอยู่ มันแล้วแต่บริบทนะครับ อย่าไปซีเรียสกับมันเกินไป พวกเราคนไทยชอบซีเรียสเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่เรื่องที่เป็นเรื่องกับบอกว่า ช่างมันเถอะ! แค่ขับรถปาดหน้ากัน ถึงกับยิงกันตาย ดิ้นๆ อยู่ในผับ เหยียบเท้ากันนิดส์หนึ่ง ก็พาเพื่อนมารุมกระทืบ ... เป็นอย่างนี้ประเทศเดียวในโลกกระมังครับ




แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า