แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Idiom แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Idiom แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน More than meet the eyes

วันนี้โพสต์จากบนไอแพด ไม่มีรูปประกอบสวยๆ ต้องขออภัยด้วยนะครับ

More than meet the eyes


ระว่างที่นั่งดูเรียลลิตี้โชว์ True Beauty season 2 ผู้เข้าแข่งขันสองคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดสองคนสุดท้าย (Bottom two) ต้องเข้าไปให้กรรมการตัดสินในรอบชิงดำ ก่อนจะถูกคัดตัวออก แลพต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านทันที 1 คน ระหว่างเดินทางไปพบกรรมการ ก็จะมีการจัดฉากให้ทั้งสองคนแสดงความงามภายใน (Inner beauter) โดยให้ชายแก่อ้วนเหงื่อท่วมตัว เข้ามาทักทาย เพื่อดูว่าใครที่จะแสดงท่าทางเป็นมิตร หรือแสดงการรังเกียจ ตรงส่วนนี้ของการแข่งขัน กรรมการคนหนึงพูดว่า "There is more to this compettition than meets the eyes" มาดูกันว่ามันหมายความว่าอย่างไร

"More than meet the eyes" หมายความว่ามากกว่าที่ตาเห็น คือมันมีเรืองที่ซับซ้อนยุ่งยากกว่าที่เห็นๆ ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ (ซึ่งเปลี่ยนช่องมาดู CNN แล้ว) ผมคงต้องบอกว่า "There is more to Mediterranean Sea war than meets the eyes" "สงครามทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนมีอะไรซับซอนมากกว่าตาเห็น" ผมคิดอย่างนั้นเนื่องจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาลสามารถมีรถถัง มีปืนใหญ่ สามารถยืดเมืองสำคัญๆได้ถึงหกเมือง เกินกว่าที่ประชาชนที่ต้องกสรประชาธิปไตยทั่วไปจะสามารถทำได้ และสหรัฐจะสนใจเข้ามาไหมถ้าลิเบียไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับสามของโลก นี่ไงครับ More than meet the eyes.

จนกว่าจะพบกันใหม่
21/03/2011


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Boot on the throat"

18 มกราคม 2554, ตื่นเช้ามา สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือเปิด iPad เพื่ออ่าน CNN จาก CNN Application เห็นข่าวประธานาธิบดี "หู จิน เถ่า" ไปวอชิงตัน เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี "บารัก โอบามา" ตอนนี้โลกประสพกับปัญหาเรื่องค่าเงิน สหรัฐพยายามให้จีนปรับค่าเงินหยวนเพื่อให้ "สะท้อนความเป็นจริง" ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินหยวนถูกตรึงให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 40% นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำโลกเขาคุยกัน



ผมสดุดอยู่ตรงคำพูดของ Charles Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตส์ ซึ่งแกเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะให้สหรัฐมีมาตรการตอบโต้จีนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีหรืออะไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งแกพูดว่า

"China's currency is like a boot on the throat of America's economic recovery" นั่นแหละครับ รองเท้าบู๊ตกับคอหอย มันเกี่ยวอะไรกับเงินหยวนกับเศรษกิจอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ "Boot on the throat"

"Boot on the throat" มีความหมายว่า "แรงกดดัน"  ผมพยายามนึกถึงสำนวนไทยที่มีความหมายตรงกัน แต่ก็นึกไม่ออกครับ ใครนึกออกแล้วส่งอีเมลล์มาบอกผมด้วยนะ (แต่ไม่มีรางวัลให้ อิอิ)

ทำไมฝรั่งถึงใช้ "Boot on the throat" แทน "แรงกดดัน" ลองนึกภาพตามนะครับ เอาอย่างนี้เลยแล้วกัน สมมติว่าประธาณาธิบดีโอบาม่า กำลังขึ้นเวทีเล่นมวยปล้ำกับประธานาธิบดีหูจินเถ่า ระหว่างการต่อสู่อย่างถึงพริกถึงขิง โอบาม่าเกิดเพลี่ยงพล้ำลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวที!!  หูจินเถ่าเห็นดังนั้นจึงเอาเท้าเหยียบคอเอาไว้ หูจินเถ่าในชุดนักมวยปล้ำใส่บูททรงสูงแบบ "ริกกี้ สตีมโบ๊ท" ยังไงอย่างงั้น ..อาการแบบนี้จึงเรียกว่า "บู๊ทอยู่บนคอหอย" หรือ "Boot on the throat"

อาการสืบเนื่องที่โอบามาจะได้รับ จากการ "เหยียบคอหอย" คืออะไร ก็ต้องหมดสิทธิ์ในการลุกขึ้นสู้ มีโอกาสจะดิ้นไปดิ้นมาหลุดออกมาได้ แต่ก็เสี่ยงต่ออาการคอหักอยู่ดี หูจินเถ่าจึงได้เปรียบ แกก็เหยียบอยู่อย่างนั้นแล้วคอยถามว่า ลื้อจะยอมแพ้อั๊วหรือยัง(วะ) อีตาโอบาม่า!! นั่นคือหูจินเถ่ากำลังกดดันโอบาม่าอยู่ ดังนั้นสำนวน "Boot on he throat" จึงแปลว่า "กดดัน" นั่นเอง เพราะแม้ว่าหูจินเถ่าจะได้เปรียบ แต่การเหยียบอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ชนะเกมส์ ถ้าโอบาม่ายังไม่บอกว่า "ยอมแพ้" มันจึงเป็นแค่การกดดัน ยังไม่ใช่การเอาชนะอย่างเด็ดขาด

ขอยกตัวอย่าง อีกสักหนึ่งตัวอย่างนะครับ ถ้ายังจำกันได้ BP บริษัทขุดเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเคยทำน้ำมันรั่วกลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของคนบริเวณปากอ่าว และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประโยคต่อไปนี้เป็นแอ๊กชั่นจากอเมริกาที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ (BP)

"We will keep our boot on the throat of BP to ensure that they are doing all that that is necessary, while we do all that is humanity possible to deal with this incident"

เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีมหาดไทของสหรัฐ "Ken Salazar" แปลความได้ว่า "เราจะกดดัน BP ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทาง BP จะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ในขณะที่เราเองก็จะทำทุกอย่างที่มนมุษย์จะกระทำได้ในกาจัดการกับเหตุการณ์นี้"

สายแล้ว .. ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ ขอจบตรงนี้เลย ถ้าไปสายเดี๋ยวทั้งเจ้านายและลูกน้องจะเอาบู๊ทมาวางบนคอหอยผม .. อิอิอิ ไปล่ะ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Shawty"

"Go, go, go, go
Go, go, go shawty
It's your birthday
We gon' party like it's yo birthday
We gon' sip Bacardi like it's your birthday
And you know we don't give a fuck
It's not your birthday!"


ขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังฟังเพลง "in da club" ของ 50 cent อยู่แล้วได้ยินประโยคที่ quote ไว้ด้านบน จึงเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า วันนี้ช้านจะเขียนคำนี้แหละ โดยปกติแล้ววัตถุดิบที่ใช้ในการเขียน ก็มักจะมาจากชีวิตประวันวันของเรานี่เอง  ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง อ่านข่าว มักจะมีคำที่แปลก ๆ ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ
 

สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมตั้งชื่อว่า 50 cent มันไม่เต็มดอลลาห์ คนไทยเขาจะถือว่า "ไม่เต็มบาท" แต่อีตานี้คนคงจะไม่ใช่ไม่เต็มบาทหรอก เพราะถ้าพูดถึงบาทน่ะ แกอาจจะมีหรือไม่มีไม่รู้ แต่ถ้าเป็นดอลลาห์ ก็ควรนับแกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีได้เลย

"Shawty" เป็นแสลงที่ใช้เรียกผู้หญิง หรือให้ผู้ชายใช้เรียกแฟนตัวเอง คล้ายๆกับที่ภาษาไทยเราเรียกว่า "สาวน้อย" ที่จริงแล้วมันแผลงมาจาก "Shorty" ซึ่งแปลว่าเตี้ย คือสาวน้อยร้อยชั่งมักจะต้องตั้วเตี้ย ๆ (หรือเปล่า อิอิ)  จะว่าไป ถ้าหนักแค่ร้อยชั่งนี่ไม่ใช่แค่เตี้ยอ่ะ ลูกกรอกชัดๆ!

คำว่า "Shawty" นี่เป็นคำเกิดใหม่ เริ่มพูดครั้งแรกใน Atlanta บ้านเกิดของ "ไรอัน ซีเครส" พิธีการชื่อดังแห่ง American Idol แรกเริ่มเดิมทีใช้เรียกคนตัวเตี้ย หรือเรียกเด็ก ๆ ต่อมาจึงขยายไปสู่ที่อื่น ๆ แล้วก็กลายเป็นแสลงเรียกใช้ผู้หญิงที่น่ารัก หรือใช้เรียกแฟน ตามที่อธิบายนั่นแหละครับ แต่ว่าใช้สำหรับให้ผู้ชายเรียกผู้หญิงเท่านั้นนะ  สาวๆ อย่าไปเรียกแฟนตัวเองว่า Shawty เข้าให้ เดี่ยวเขาจะพาลคิดไปไหนต่อไหน "เธอว่าอะไรของช้านมันสั้นง้านเหรอ"  มีเฮแล้วงานนี้

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าคำนี้มันกลายพันธุ์จากคำที่ใช้เรียกท่านบรรหาร กลายเป็นคำที่ใช้เรียกน้องแบม(ของท่านบรรหาร ฮา...) ไปได้ก็เพราะว่า มันถูกใช้เป็นคำที่เรียกเด็ก ๆ มาก่อนด้วย ก็เด็ก ๆ จะต้องตัวเตี้ยกว่าผู้ใหญ่ ภาษาไทยเรายังเรียกว่าไอ้หนูเลย บางทีก็เรียกเจ้าตัวเล็ก

ในภาษาอังกฤษคำที่ใช้เรียกเด็ก กลายมาเป็นคำเรียกคนรักหรือเรียกผู้หญิงตั้งหลายคำแล้วครับ เช่น Baby, Sweetie, My little girl ดังนั้น คงไม่ใช่้เรื่องหรักหนาสาหัสที่ "Shawty" จะยกระดับของตัวเองจากคำที่ใช้เรียกเด็ก ๆ มาใช้เรียกสาวน้อยร้อยชั่งกับเขาบ้าง หลายๆ ครั้งที่ภาษามันบ่องบอกวิธีคิดของคนนะครับ สำหรับคำว่า Baby มันกลายเป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกผู้ชายไปแล้วในปัจจับันนี้


คำที่ใช้เรียกผู้หญิงยังมีคำอื่น ๆ ที่นิยมใช้กันอีก เช่น "Chick", และ "ฺBreezie" คำแรกเราอาจเห็นบ่อยกว่า หลายๆคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คำหลังนี่เห็นได้น้อยกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเพลง Hip Hop ตัวยงก็คงได้ิยินบ่อย ๆ เช่นกัน ก็จำเพิ่มไปอีกนิด เวลาไปได้ยินหรือได้อ่านจากที่ไหน เราก็จะรู้แล้ว ว่า อ่อ...คำนี้หมายถึงผู้หญิงนั่นเอง


*คำว่า don't give a fuck ในเพลงนี้ มีความหมายเหมือน don't give a damn หรือ don't give a shit ที่ผมเคยนำเสนอไปในตอนอื่นแล้วนะครับ ลองไปหาอ่านดู

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

อ้อ..ลืมบอกไป ใครตาม Tweet ของผมจะพบกับคำศัพท์ แสลง หรือ idioms แปลกๆ อยู่เสมอ ทุกครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังคำแปลกๆ ก็จะ Tweet พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ทันที แล้ววันหลังผมก็จะเก็บเอามาขยายความใน Blog อีกที  ถ้าใครจะตาม (follow) twitter ของผมก็ mikky2012 นะครับ

สำหรับแฟนๆที่อ่านจาก http://247live.blogspot.com/ ผมได้ทำปุ่มให้ Follow Twitter ไว้ที่ลิงค์ด้านขวามือแล้วครับ ส่วนท่านที่อยากทราบความหมายของคำ ๆ ไหนจะส่ง e-mail มาถามเหมือนเดิม หรือจะมาทาง Twitter ก็ได้ครับ ตามสะดวก

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "HMU"

HMU ไม่ได้อ่านว่า "หมู" หรอกนะครับ แม้ผมจะชอบอ่านคำคำนี้ว่าหมู แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาอ่านตาม (ไม่ได้หวง ..แต่มันผิดคัรบ)

เวลานี้อะไรๆก็หมูสำหรับนายกอภิสิทธิ์ไปหมด พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากทุกคดี และยังมีผลการเลือกตั้งซ่อมเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้นนายกก็ยังต้องเผชิญศึกภายในพรรค เมื่อกุนซือซ้ายขวาต้องแตกหัก ถึงขั้นจะต้องเลือกไว้เพียงหนึ่งเรื่องมันจึงไม่ "หมู" อีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้เลขาธิการนายก นายกอร์ปศักดิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง เมื่อเหตุการณ์มันไม่หมูเช่นนี้ วันนี้ผมจึงนำเสนอคำว่า "หมู" เสียเลย(ย้ำอีกครั้ง ผมอ่านเล่นๆโปรดอย่าอ่านตามนะครับ)

มีผู้อ่านส่งอีเมลล์มาบอกว่า เวลาผมเขียนแต่ละเรื่อง ผมนอกเรื่องมากไป ไม่เหมาะกับการที่เขาเพียงแค่อยากรู้ความหมายของคำตามหัวข้อ แล้วเขาต้องไปอ่านเรื่องอื่นนานมากๆ ผมอ่านแล้วก็เห็นด้วยนะครับ ผมขออธิบายอย่างนี้ครับ ที่ผมใส่เรื่องต่างๆที่เป็นสถานการณ์ปัจุบันลงไป เมื่อกลับมาอ่านวันหลังเราจะรู้ว่า สถานการณ์ในขณะที่เขียนมันมีสภาพเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นบ้าง ก็เอาเป็นว่าผมจะฝอยน้อยลง แล้วเข้าเนื้อหาให้เร็วขึ้น แต่จะตัดไปเลยมันคงจะไม่ครบถ้วนตามเจตนาผมนะครับ เราพบกันครึ่งทาง และขอบคุณที่อุตสาห์ติชมกันมาครับ

HMU คำนี้เป็นคำย่อ ที่ใช้กันตามยุคสมัยเลยครับ ใช้กันมากในปีนี้นี่เอง ดังนั้นเรียนรู้ไว้ ไม่มีเชยแน่นอนครับ HMU ย่อมาจาก Hit me up. การใช้ค่อนข้างจะอยู่ในเรื่องของการสื่อสาร ใช้ชวนสาวๆไปออกเดทก็ได้ หรือการบอกให้ติดต่อฉันด้วย หรือบอกว่าชวนฉันไปด้วย เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

"Just hit me up on my cellphone, I'll pick up it right away."
- แค่โทรมาเข้ามือถือฉัน ฉันจะรับทันที
(Right away แปลว่า ในทันที, เผื่อว่าผู่อ่านบางคนอาจจะยังไม่รู้ครับ)

"He tried to hit me up for a loan"
- เขาพยายามเข้าถึงฉันเพื่อการกู้ยืมเงิน
สำหรับตัวอย่างนี้ มันค่อนข้างจะไม่ได้ใช้ในแบบที่เขากำลังฮิตๆกันอยู่ในขณะนี้ แต่เราก็ควรทราบไว้ครับ อย่าเรียนแต่คำฮิตๆครับ เดี๋ยวท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี(หรือท่านสามสี ภูเขาทอง ของผม อิอิ)จะน้อยอกน้อยใจเอา หาว่าไปทำภาษาวิบัติอีก ฮาาาาาาา จำไว้ว่า Hit up, Hit one up มันใช้แปลว่าการเข้าถึงอีกด้วย จะว่าไปถ้าเป็นภาษาอังกฤษแล้ว มันความหมายเดียวกันนะครับ เวลาเราติดต่อใครไม่ได้ในภาษาอังกฤษเราก็จะบอกว่า we could not reach you. แปลให้ตรงๆตัวมันก็เหมือนฉันเข้าถึงคุณไม่ได้ (ขอร้องเลย ว่าอย่าแปลแบบนี้ นี่แค่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า มันเหมือนจะเป็นคนละคำในภาษาไทย แต่มันไม่ต่างกันในภาษาอังกฤษ)

"Honey, Please hit me up with that super car"
- ที่รัก, โปรดปนเปรอฉันด้วยรถซูเปอร์คาร์คันนั้น (ลิเกจังวุ้ย)
เอาเป็นว่าไปแต่งความหมายภาษาไทยเพราะๆเอาเองนะครับ คือใช้ในความหมายว่าเติมเต็มความต้องการ,หรือปรนเปรอ,สนองตัญหา,อะไรประมาณนั้นล่ะครับ ประโยคนี้เธอไม่ได้ขอให้ขับรถซูปเปอร์คาร์ชนเธอนะครับ อันนั้นมันก็โรคจิต ซาดิสม์ไปนิดส์หนึ่ง

ในประโยคเดียวกันนี้ เมื่อคุณเป็นผู้ชายที่ถูกหวานใจขอให้ถอยรถซูเปอร์คาร์ให้ แต่คุณยังไม่มีปัญญาซื้อให้เธอตอนนี้ แต่พ่อบุญทุ่มอย่างคุณก็พร้อมที่จะซื้อให้วันหลัง คุณอาจปฏิเสธว่า "Oh..no I've just boughten you a diamond ring, please hit me up next year before your birthday" ไม่เอาน่าผมเพิ่งซื้อแหวนเพชรให้คุณไป คุณเตือนผมอีกที่ปีหน้าก่อนวันเกิดคุณแล้วกัน ..แหมคนมันรวยช่วยไม่ได้จริงๆ จะเห็นว่าความหมายมันคือจะเตือนฉันอีกทีวันหลัง

ความหมายก็มีอยู่ประมาณนี้แหละครับ แต่ที่เขาฮิตๆกันจริงๆ ตาม Social Network ต่างๆ จะใช้ในความหมายของการติดต่อเป็นส่วนใหญ่ครับ ใช้ได้ทั้งทางโทรศัพท์, ทาง Instant messaging, หรือการติดต่อทางไหนก็ได้ครับ เช่นเพื่อนคุณอาจจะโทรหาคุณไม่ติดเลย เพราะคุณมัวแต่โทรคุยกับกิ๊กใหม่ เขาจึงไปโพสต์ในเฟสบุ๊คของคุณว่า Hey man, HMU when you get a chance. จะเห็นว่าเพื่อนคุณไม่ได้ระบุว่าให้ติดต่อทางไหน คุณจะโทรจิตไปเพื่อนคุณก็ไม่ว่าหรอก(แต่อาจจะช๊อคตายก่อน)

HMU มันจะฮิตกันขนาดไหนกันเชียว? เอาเป็นว่าดูรูปประกอบด้านล่างนี้ เป็นสถิติคำที่ใช้เป็น status บน Facebook มากที่สุด ในปี 2010 คุณคงเห็นแล้วว่า มันอยู่อันดับที่เท่าไหร่
 



พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

Contacts
e-mail: sup_ch@hotmail.com
twitter: mikky2012

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "Once in a blue moon"

*บทความนี้เป็นบทความเก่าที่เขียนเมื่อ 25 December 2007 ย้ายบ้านมาไว้ที่นี่ เพื่อรวบรวมให้อยู่ในที่เดียวกัน ในบทความบางส่วนมีการอ้างถึงคุณสมัคร สุนทรเวช และในโอกาสที่ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว ผมขอแสดงความไว้อาลัย ในฐานะที่ท่านเป็นปูชณียบุคคลทางด้านการเมืองคนหนึ่ง ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างมากมาาย ขอให้ความสงบตลอดชัวนิจนิรันด์ จงมีแด่ดวงวิญญาณของ "สมัคร สุนทรเวช"

 

Once in a blue moon.

สำนวน ในวันนี้เป็นสำนวนที่ผมไม่เคยเห็นมานานแล้ว ทั้งในหนังสือ หรือว่าในบทสนทนาต่าง ๆ  เคยเรียนมาตอนอยู่ ม ปลาย แต่มาได้ยินอีกครั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังจากนับคะแนนเลือกตั้งไปได้จำนวนหนึ่ง และพรรคพลังประชาชน มาที่หนึ่งแน่นอนแล้ว

จำ ไม่ได้ว่า นักข่าวต่างประเทศสำนักข่าวไหน ถามท่านหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้หัวหน้าพรรคเล็กที่ร่วมจัตตั้งรัฐบาลจะเป็นนายก แทนที่จะเป็นตัวคุณสมัครเอง ตรงนี้คุณสมัครตอบไปว่า มันเป็นไปได้ยาก แล้วก็อธิบายต่อว่ามันเคยเกิดขึ้นนานมาแล้วสมัยท่านคึกฤทธิ์ แต่มันยากที่จะเกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ และนายกรัฐมาตรีต้องเป็นตัวคุณสมัครเองเท่านั้น

คุณสมัครใช้ประโยคว่า "It happens only once in a blue moon" ในการอธิบายความว่า มันเป็นไปได้ยากหรือไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ

ตัวอย่าง
- It's like once in a blue moon the election winner's party could not form the goverment (มันเป็นไปได้ยากที่พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้)


คุณ สมัครเป็นตัวอย่างที่ดีของคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษ เพราะลักษณะการพูดมั่นอกมั่นใจ ไม่ติดขัด สื่อสารรู้เรื่องดี ตรงนี้เป็นส่วนที่คนไทยขาดไป ที่ไม่ค่อยกล้าพูด กลัวผิดแกรมม่า กลัวผิด tense ก็เลยพูดไม่ได้ แล้วคนไทยก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เสียดี ซึ่งส่งผลกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย เราเทียบกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม ไม่ได้เลย จะว่าไปจริง ๆ แล้ววันที่ฟังคุณสมัครแถลงก็จับได้ว่าแกพูดผิดพูดถูกบ้าง เช่นคำว่า coup* คุณสมัครแกออกเสียงว่า "คู๊ป" (ออกเสียผิดเล็กน้อย) แต่ผมว่าฝรั่งเขาฟังแล้วเขาก็เข้าใจ เขาก็รู้ว่า ภาษาอังฤษ ไม่ได้เป็น Mother language (ภาษาแม่) สำหรับคนไทย ขนาดจอร์จ บุช ยังพูดผิดพูดถูก แล้วเราจะไปกลัวทำไม

กล้าพูดเข้าไว้ ไม่ต้องกลัวพูดผิด ภาษาอังกฤษเอาไว้สื่อสาร ไม่ได้เอาไว้โชว์ว่าสำเนียงดีเหมือนจบ Oxford ครับ.

---------------------------------------------
* coup อ่านว่า คูป์ (ไม่ออกเสียง ป ปลา) มาจากคำว่า Coup d' e' Tat (คู เด ท่าท์) แปลว่าการทำรัฐประหาร



ภาษาพาเพลิน ตอน "Fire in the hole"

ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ไปดูภาพยนต์เรื่องเกี่ยวกับกำเนิดของพระเยชู ซึ่งในเรื่องมีการแปลคำว่า "Halo" ว่า "ฉัพรรณรังษี" พอกลับบ้านก็เลยไปโพสต์ในห้องเฉลิมไทยของเวบพันทิป ว่าทำไมเขาแปลแบบนี้ คือว่ามันผิด ผลปรากฏว่า ... ปรากฏว่าโดนรุมด่าน่ะสิ โทษฐานที่ไปรู้ดีกว่านักแปลชื่อดัง ..แล้วคนที่แปลเรื่องนี้เขาก็ดังจริงๆ ผมว่าเขาเก่งภาษาอังกฤษมาก ถึงมาทำงานแปลบทภาพยนต์ได้ แต่บางทีเขาอาจจะไม่เก่งภาษาไทย ก็เป็นไปได้กระมัง!!

คำว่า "ฉัพรรณรังสี" คือรัศมีอันประกอบด้วยแสงหกประการ ที่จะเปล่งรัศมีออกมาจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ (ฉพ แปลว่า 6 ในภาษาบาลี) ดังนั้นในหนังเรื่องนั้นจะอธิบายรัศมีรอบศรีษะของพระเยซูว่าฉัพรรณรังสี ก็ดูจะเป็นการกล่าวตู่เอาคุณลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้ามาใช้อธิบาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ถูก และยังไม่ควรอีกด้วย อันนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าศาสดาของศาสนาใหนสำคัญกว่า แต่อยากจะบอกว่างานแปลบทภาพยนต์ มันเป็นงานสาธารณะ ที่มีผู้ชมมาก ดังนั้นผู้แปลจึงต้องระมัดระวัง ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจต้องค้นคว้าก่อน ก็เข้าใจอยู่ว่า ไม่มีใครรู้อะไรไปหมดทั้งโลก แต่ทำการบ้านบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ชมที่เสียเงินไปดูครับ

หัวเรื่องในวันนี้คือคำว่า "Fire in the hole" ใช่ครับ มันเป็นคำที่ผมจำมาจากภาพยนต์ที่แปลแล้วทำให้งงอีกเช่นเดียวกัน ปกติก็ไม่ได้เห็นศัพท์นี้เป็นการทั่วไป แต่เรียนรู้เอาไว้ก็อาจะมีประโยชน์ เพราะว่าพบในภาพยนต์หลาย ๆ เรื่อง เท่าที่ผมจำได้ก็มีเรื่อง "X-Men" และเรื่อง "Over the hedge" ที่จริงก็มีอีกนะ แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว ทุกๆเรื่องจะแปล Fire in the hole ว่า "ไฟในหลุม" หรือไม่ก็ "ไฟในรู" โดยที่ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรบ้างเลย ว่าคนดูเขาจะรู้เรื่องใหม



ที่ มาของมันอยู่ไกลมาก ย้อนหลังไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 อาชีพทำเหมืองเป็นงานที่อันตรายและคนไม่อยากทำมากที่สุด (จริงๆแล้วศตวรรษนี้มันก็ยังอันตรายอยู่ดีนั่นแหละ) มักจะมีคนแขนขาด ขาขาด หรือถึงขั้นเสียชีวิต จากระเบิดที่ใช้ในการระเบิดหิน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น ทีมที่จุดระเบิด จะตะโกนบอกคนอื่น ๆ ว่า "Fire in the hole" ก่อนจะทำการจุดระเบิด (คำว่าจุดระเบิดภาษาอังกฤษเรียกว่า Detonation

ต่อ มามันได้ถูกใช้อย่างเป็นทางการ เพราะว่าเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในตรากฏหมายของรัฐหลาย ๆ รัฐที่มีการทำเหมือง ยกตัวอย่างเช่นรัฐอิลินอยส์ (ไม่รู้คนรัฐนี้มันนอยกันั้งรัฐหรือเปล่าหนอ อิอิ) ระบุว่า “The shot firer must give a loud, verbal warning such as ‘fire in the hole’ at least three times before blasting” (ต้องให้คนจุดระเบิด เตือนทางวาจา ด้วยเสียงอันดัง เช่นคำว่า "Fire in the hole" สามครั้งก่อนทำการระเบิด) และด้วยการที่มันเป็นข้อความทางกฏหมายนี่เอง เป็นการช่วยยืนยันว่า เขาสะกดอย่างนี้(จริง ๆ นะ) เพราะว่ามีคนที่เข้าจะผิดคิดว่าเป็น "Fire in the hold"

และ ต่อมาอีก ประมาณปี 1940 มันได้ถูกนำมาใช้เป็นศัพท์ทางการทหาร ด้วยความหมายเดิม คือเป็นการเตือนให้ระวัง,และเตรียมพร้อม โดยเริ่มจากกองทหารปืนใหญ่ จะตะโกนคำว่า "Fire in the hole" ก่อนจะยิงปืนใหญ่ และก็ยังพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันทหารราบก็ใช้คำว่า "Fire in the hole" ก่อนทำการโยนระเบิดเข้าไปในที่เป็นพื้นที่ปิด ซึ่งอาจจะมีแรงสท้อนกลับของแรงระเบิดได้ ภายหลังก็ได้แพร่หลายในหมู่ทหารอื่น ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่จะยิงปืนใหญ่ โยนระเบิด ก็จะใช้ว่า "Fire in the hole" กันทั้งหมด ตรงนี้ผมเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง คนงานเหมือนถูกเกณฑ์มาเป็นทหารกันมาก มันก็เลยถูกนำมาใช้กับการทหารไปด้วย

ต่อ มา ในศตวรรษที่ 21 นี่เอง ที่มันกลายเป็นคำฮิตในหมู่พลเรือน อาจะเป็นเพราะว่าภาพยนต์สงครามออกฉายหลายเรื่องก็ได้ ทำให้คนจำมันติดหู และเอาไปใช้กับลักษณะอาการที่จะโยนสิ่งของออกไป อาจจะโยนให้คน หรือโยนไปในที่ว่าง ๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน มีร้านฟาสต์ฟูตหลาย ๆ แห่ง ที่โยนเครืองดื่มกระป๋องให้ลูกค้า ก็จะพูดว่า "Fire in the hole" เป็นการบอกให้ลูกค้าเตรียมรับสินค้า และในศตวรรษนี้ผู้ที่ใช้มันมากที่สุด ก็ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป แต่เป็นวงการภาพยนต์ ทีมงานที่ทำ Special Effect จะใช้ "Fire in the hole" ทุกครั้งที่จะทำการระเบิด นอกจากจะให้ทีมงานระวังตัวแล้ว ยังเป็นการเตือนช่างกล้องทุกตัว ไม่ให้พลาดช๊อตสำคัญ เพราะถ้าพลาดไปต้องมาติดตั้ง Special Effect กันใหม่หมด อีกวงการหนึ่งที่ใช้มากก็คือเกมส์ออนไลน์ครับ เกมส์หลาย ๆ เกมส์ที่เป็นแนว ยิงปืน, ปาระเบิด เช่น Counter Strike(CS) เป็นต้น ผมว่าใน CS เขาพูดบ่อยไป จนออกจะน่ารำคาญไปแล้ว

และ "Fire in the hole" ก็ยังถูกใช้ไปในเชิงล้อเลียนอีกด้วย เช่นการผายลม ถ้าคุณด้านพอ ก่อนจะผายลม ก็ตะโกนบอกเพื่อน ๆ ก่อนว่า "Fire in the hole" เพื่อนๆ จะได้หนีกันทันครับ ถึงจะไม่ทำให้แขนขาขาด แต่มันก็เป็นมลภาวะทางอากาศ(หรืออาจะมลภาวะทางเสียงด้วยในบางกรณี)เตือนกันเสีย
ก่อน มันก็ดูดีมีมารยาทดีนะครับ พวกที่ใช้เชิงล้อเลียนแบบนี้ มีอีกมากครับ คงจะอธิบายกันใหม่หมด และส่วนใหญ่มันก็จะลงไปใต้สะดือแทบทั้งนั้น ยังไม่อยากเขียนบทความ 18+ ครับ 555

วันนี้เราได้รู้จักพัฒนาการของคำว่า "Fire in the hole" อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 ถึง ศตวรรษที่21 พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

ภาษาพาเพลิน ตอน "On the tip of my tongue"

บิกจิ๋ว คือชื่อที่สื่อมวลตั้งให้กับพลเอก "ชวลิต ยงใจยุทธ" ช่วงหลัง ๆ ท่านดังขึ้นกว่าเดิม เพราะว่ามีชนักติดหลัง ที่มักจะโดนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเอามาตีเป็นประจำ นั่นคือเรื่อง "สภาเปรซิเดียม"  ที่มาที่ไปมันเริ่มจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวคิด "ขวาจัด" ได้เคยชี้หน้าด่าบิกจิ๋วว่า "เป็นผู้นิยม สภาเปรซิเดียม" จากนั้นคำ ๆ นี้มันจึงติดหลัง พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นต้นมา

สภาเปรซิเดียม คือชื่อของสภาที่ใช้ปกครอง ประเทศรัสเซีย ภายหลังจากที่ "เลนิน" ผู้นำพรรคคอมมิวนิวต์รัสเซีย (พรรคบอลเชวิค) ล้มราชวงศ์โรมานอฟลงในปี 1917 พระเจ้าซาร์ นิโคลัส พร้อม พระราชินี อเล็กซานดรา รวมถึงพระโอรส พระธิดา ถูกปลงพระชนม์หมดทั้งราชตระกูล .. มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาอีกว่า ตอนนั้น พระเจ้าซาร์ เตรียมการจะหนีมาเมืองไทยส่งเรือขนส่งสิ่งของมาล่วงหน้าถึงประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกปลงพระชนม์เสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้มา ในเรือมีทองคำเต็มลำเรือ ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครอง ทองคำและสมบัติพัสถานเหล่านั้น แต่อันนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าเฉย ๆ ไม่มีหลักฐานได ๆ ทั้งสิ้น  รายละเอียดเรื่องการล้มราชวงศ์โรมานอฟ จะเอาไว้เล่าวันหลังต่อ 



ต้น สายปลายเหตุที่คำว่า "สภาเปรซิเดียม" เป็นชนักติดหลังบิกจิ๋ว ก็เพราะผู้พูด (ทั้งนักการเมือง, และสื่อมวลชล) ต้องการจะเชื่อมโยงความเป็นผู้มีแนวคิด "ซ้ายจัด" พร้อมทั้งแนวความคิดเรื่อง "ล้มเจ้า" ให้กับพล.อ ชวลิตร ยงใจยุทธ ซึ่งในช่วงที่การเมืองอ่อนไหว เช่นนี้ เราทุกคนควรฟังหูไว้หูมากกว่าที่จะเชื่ออะไรลงไป โดยไม่ไตร่ตรอง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

ระยะหลัง ๆ สื่อมวลชนพากันเรียกบิกจิ๋ว ว่า "พ่อใหญ่จ๋ว" ก็คงเป็นเพราะท่านมีอายุเกือบ ๆ จะ 80 ปีเข้าไปแล้ว คนในวัยนี้จะมีความหลง ๆ ลืมๆ เป็นปกติ แต่สำหรับพ่อใหญ่จิ๋ว แกพิเศษกว่าใคร เพราะแกถูกหาว่าเป็น "อัลไซเมอร์"  มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่แกจะแก่เสียอีก

อาการ หลง ๆ ลืม ๆ ไม่ใช่ว่าจะสงวนไว้ให้ แต่คนแก่ ๆ เขาเป็นกันเท่านั้น คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็เป็นกันมาก อุตสาห์ไปหาซื้อน้ำมันปลา (Fish oil) มาช่วยบำรุงสมอง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เพราะว่า "ลืมกิน" 555 ก็คนมันขี้ลืมอ่ะนะ ทำไงได้ เวลาที่เราเกิดอาการลืม ๆ แต่ว่ามัน "เกือบจะนึกออก" เรามักจะพูดว่า "ติดอยู่ที่ริมฝีปาก" สำนวนนี้ภาษาอังกฤษเขาจะใช้ว่า "On the tip of my tongue" เขียนย่อ ๆ ก็ได้ครับ "TOT"

Tip หมายถึง "ปลาย" หรือ "ส่วนปลาย" Tip of the finger คือปลายนิ้ว Tip of the nose คือ ปลายจมูก และแน่นอนว่า "Tip of the tongue" ก็คือปลายลิ้นนั่นเอง ดังนั้นสำนวนของบ้านเรา กับสำนวนของฝรั่งมังค่า ก็ใกล้เคียงกันเลยนะครับ เขาบอกว่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น เราบอกว่า ติดอยู่ที่ริมฝีปาก

I saw the girl on TV, she is adorable, But I can't think of her name. It's on the tip of my tongue (ฉันพบผู้หญิงคนหนึ่งใน TV, น่ารักมาก แต่นึกชื่อไม่ออกน่ะ มันติดอยู่ทีริมฝีปากนี่เอง)

I can't remeber the last song that MLTR was singing lastnight, it's on the tip of my tongue. (ฉันจำไม่ได้ว่าเพลงสุดท้ายที่ MLTR* ร้องเมื่อคืนก่อนคือเพลงอะไร มันติดอยู่ที่มฝีปาก)

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลิน ตอน "Back for good"

ท่านรองนายกสามสี ภูเขาทอง (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ออกมาบ่นว่า เด็กไทยสมัยนี้พูดภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง ชิมิ ชิมิ ทำให้ภาษาไทยวิบัติกันไปใหญ่แล้ว แหม ..ท่านรองนายกอุตสาห์ออกมาพูดเอง จะไม่นำพาเลยมันก็กระไรอยู่ วันหยุดที่ผ่านมาจำต้องพาคนรู้ใจไปทานที่อาหารญี่ปุ่นร้านประจำ กำลังจะอ้าปากสั่ง ... ทันใดนั้น สำนึกรักบ้านเกิด ทำให้ฉุกคิดถึง คำพูดของท่านรองนายกขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนใจกระทันหัน  ...กรูไม่สั่งแล้ว "ซา..ชิมิ" เดี๋ยวภาษาไทยวิบัติหมด ชิมิ ชิมิ?  แต่ว่า ..ด้วยความเคารพท่านสามสี (ที่ไม่ใช่แมวที่บ้าน)  ที่จริงคนเขาก็เลิกพูดไปแล้ว ท่านนั่นแหละที่ไปทำให่คนเขาเอากลับมาพูดอีกครั้ง ผมขอให้ท่านสามสีถอนคำพูดด้วยครั่บ ทั่นประธาน.

ท่าน สามสีนี่เลิกเล่นการเมืองไปประมาณชาติหนึ่งเห็นจะได้ แต่ในยามที่ประชาธิปัตย์ กำลังจะวิบัติ (สงสัยสมาชิกพรรคคงจะท่อง ชิมิ ชิมิ แทนการสวดมนต์ก่อนนอน เลยวิบัติกันทั้งพรรค) ท่านสามสีจึงต้องสวมบทอัศวิน Come back กับมากอบกู้พรรคให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยกลับมาเป็นหนึ่งในทีมเศรษกิจของพรรค แต่ว่าการกลับมาของท่านจะ "Back for good"  หรือไม่?

ครับ..เมื่อจั่วหัวกันแบบนี้ คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ก็วันนี้เราก็จะคุยกันถึงคำว่า "Back for good" นั่นเอง รวมถึง "For good" ด้วย เช่น This shop is closed for good. ทำไมเขาต้องปิดร้านกันแบบดี ๆ ด้วย ร้านอื่นเขาปิดไม่ดีหรือไงนะ ในระหว่างที่กำลังเดา ว่ามันหมายความว่ายังไง เรามาทำความรู้จักกับเพลง "Back for good" กันดีกว่า :-

เพลงนี้เป็นของวง Take That ซึ่งได้ออกป็นซิงเกิ้ลประมาณกลางปี 1995 เป็น Single ที่ 2 ในอัลบัม Nobody Else และสามารถติด Top UK chart อยู่ถึง 6 สัปดาห์ นานพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าจำไม่ผิดเพลงนี้ถูกคัฟเอวร์โดย Boyz II Men อีกด้วย (ถ้าผิด รบกวนช่วยบอกด้วยนะครับ คนเริ่มแก่มักจะหลง ๆ ลืม ๆ .. เน้นว่าเริ่มแก่ ..ไม่ใช่ว่าแก่นานแล้ว)




Back for good (by Take That)

I guess now it's time,
for me to give up,
I feel it's time,
got a picture of you beside me,
got your lipstick mark still on your coffee cup,
oh yeah,
got a fist of pure emotion,
got a head of shattered dreams,
gotta leave it,
gotta leave it all behind now,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

Unaware but underlined,
I figured out the story,
(no no)
it wasn't good,
(no no)
but in the corner of my mind,
(corner of my mind)
I celebrated glory,
but that was not to be,
in the twist of separation,
you excelled at being free,
can't you find,
(can't you find)
a little room inside for me,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it
I just want you back for good,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
Whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
You'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

And we'll be together,
this time is forever,
(forever)
We'll be fighting and forever we will be,
So complete in our love
We will never be uncovered again,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, want you back,
you see I want you back for good,

Oh yeah,
I guess that now it's time,
that you came back for good...

จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้จะเอาเนื้อเพลงมาลงให้มันยาวทำไม แต่ก็เผื่อๆ ไว้ บางที่เผื่อใครไปหา MP3 มาได้ แล้วอยากจะร้องตามขึ้นมา ถือว่าเป็นโปรโมชั่นไปแล้วกันครับ!! 

คำว่า "Back for good"  มันหมายถึงการกลับมาอย่างถาวร (back permanently) คือกลับมาแล้ว จะไม่จากไปไหนอีก .. ในกรณีของท่านสามสี He may not back for good เพราะวัยดึกขนาดพูดไม่รู้เรื่องนี่ เขาเลิกเล่นการเมืองไปหลายคนแล้ว .. ผมไม่ได้ว่าท่านนะ จริง ๆ ผมรักท่านสามสี เพราะได้ยินชื่อแล้ว นึกถึงแมวที่บ้าน ..

ท่านผู้อ่านก็คงจะพอเดา ๆ ได้ว่า "For good" แปลว่า ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ดังนั้นที่ยกตัวอย่างไว้ตอนต้นว่า "This shop is back for good" ร้านนี้จะปิดไปตลอดการ  .. หรือ This hotel could possibly be closed for good due to business operation difficulties. เป็นไปได้ว่าโรงแรมแห่งนี้อาจะต้องปิดตัวอย่างถาวรจากปัญหาความยุ่งยากของการดำเนินธรุกิจ  ..(สงสัย เป็นโรงแรมเดียวกับที่อยู่ในซอยบ้านท่านนายก 555)

Dr. Karanastasis เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "How To Get Your Ex Back For Good." ได้เป็นกลวิธีที่จะทำให้แฟนเก่าของคุณกับมาหา และไม่จากไปไหนอีก (แหม เชื่องจัง)  ผมว่าเชยไปหน่อยแล่วล่ะด๊อกเตอร์ เดี๋ยวนี้มันมีครีมทาหน้า (อย่าให้บอกยี่ห้อเลย) ที่ใช้แล้ว ผัวจะรักจะหลง ใน 7 วัน จากนอนหันหลังให้ จะมานอนแนบชิดเลยทีเดียว ป่วยการจะมานั่งอ่านหนึ่งสือของ Dr. Karanastasis ยังไม่มีรายงานว่าบรรดาหมอผี หมอเสนห์ยาแฝด ยาไม่แฝด ต่าง ๆ ตกงานกันไปบ้างหรือยัง!! เฮ้อ ...

ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์อื่น ๆ กันบ้าง :-
1. Jarun said he would give up smoking for good. จรัญบอกว่าเขาจะเลิกบุหรีอย่างถาวร (แต่จะมาสูบกัญชาแทนหรือเปล่า ไม่รู้) โปรดสังเกตุ give up ด้วย คำนี้หมายถึงการยอมแพ้ หรือการเลิกการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2. Are you going to move to Thailand for good คุณจะย้ายไปอยู่เมองไทย อย่างถาวรเลยหรือเปล่า

คราวนี้ เมื่อเจอ Back for good ที่ไหน ๆ เราจะไม่ต้องไปแปลว่า "กลับมาดี ๆ นะจ๊ะ" อีกแล้วนะครับ  หรือว่า Bradd dumped Angelina for good. ก็จะไม่ได้แปลว่า "แบรดทิ้งแองเจลลิน่าเพราะเธอดี (เกินไป)"  อีกต่อไป

พบกันใหม่ตอนหน้า


ภาษาพาเพลิน ตอน "Play by ears"

Marie Digby  เป็นคนดังประจำ Youtube เธอโด่งดังมากจากการทำ Cover เพลง Umbrella ของ Rhihana ซึ่งมี Hits ถึงหลักล้านภายในไม่กี่วันที่เธอ Published ออกมา หลังจากนั้นเธอได้ออกอัลบั้มของตัวเอง และมี Mini world tour น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเรา มาได้ใกล้ที่สุดแค่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์ อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเราสักเท่าไหร่ แม้ว่าเพลง Umbrella ที่เธอทำ Cover เอาไว้จะติตชาร์ต ทั้ง FM102.5 และ FM105.5 อยู่หลายสัปดาห์ก็ตาม

ถ้าใครอยากดูฝีมือการเล่นกีต้าร์แนวป๊อบ กับแสียงหวาน ๆ ของเธอ ก็ลองเข้ายูทิวป์แล้วพิมพ์ชื่อเธอลงไปได้เลยครับ ..อ้อ บางเพลงเธอก็เล่นเปียโนครับ ฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว






















ที่ต้องเล่าเรื่องของ Marie Digby ให้ฟัง เพราะว่า วันหนึ่งเข้าไปอ่านคอมเมนต์ในยูทิวป์ของเธอ มีคนถามเธอว่า "Can you give me a tab of this song?" (ฉันขอแท๊บของเพลงนี้ได้ไหม)  *แท็บ* ในที่นี้คือ Guitar Tab ลักษณะคล้าย ๆ กับ โน๊ตบรรทัด 5 เส้นที่เราเคยเรียน แต่ว่าจะมี 6 เส้นตามจำนวนสายของกีต้าร์

Marie ตอบกลับไปว่า "I don't have any tab for all those I have played, I played them by ear." ทำให้ผมนึกสนุกขึ้นมาบ้าง เลยใส่คอมเมนต์ต่อท้ายไปว่า "But, As I can see, you're playing it by hand, not by ear" (แต่ฉันเห็นว่าคุณเล่นด้วยมือนะ ไม่ใช่เล่ยด้วยหู) ... โพสต์ไปแล้วก็มานึกได้ว่า เออมันไม่ขำเลยนะมุกนี้ แต่ยังดีที่มีฝรังพิมพ์ "555" กลับมา   ผมรู้ทันทีว่าไม่ใช่ฝรั่งที่ไหนหรอก "ฝรั่งหัวดำ" นี่เอง!! เป็นเหตุให้ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เออ.. เราน่าจะเขียนเรื่องนี้นะ "Play it by ear"

Play by ears


ถ้าเรา "เดา" จากประโยคที่ Marie ตอบแฟน ๆ ก็จะเดาได้ว่า "ฉันไม่ได้อ่านจากแท็บหรอก แต่ว่าฉันฟังจากหูแล้วก็เล่นตาม"  คล้าย ๆ ว่า "Play it by ear" จะแปลว่า ไม่ได้อ่านโน๊ต (แน่นอนถ้าอ่านโน๊ต คงไม่ต้องใช้หูในการเล่น) และในบริบทแบบนี้ผมคิดว่าเธอคงหมายความตามนั้นแหละ  ...เร็ว ๆ นี้เอง มีคนจีนมาขอแท็บจากผม ผมก็เลยจำมุขของ Marie มาใช้บ้าง I don't have any tab, 'cause I was playing it by ear ..แหม ฟังดูเหมือนเราเก่งมากเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแท็บ ก็ไม่มีความสามารถจะอ่านได้ทันหรอกครับ :-)

Play it by ear ไม่ได้ใช้กับการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่มันหมายถึง "การทำอะไรที่ไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า" ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันที เหมือนกับที่นักดนตรีเล่นเพลงโดยไม่ได้อ่านโน๊ตนั่นแหละครับ (นักเปียโนจะเรียกว่าการ Improvise) หรือว่ากันตามสถานการณ์ในขณะนั้น

ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันดีกว่าครับ:-


"He plays his negotiations by ear, going into them with no clear or fixed plan" เขาทำการต่อรองไปตามสถานการณ์ ไม่ได้มีแผนการที่ชัดเจนแน่นอนมาก่อน

"I can't tell you when should the Paliament disolution be made, let's play it by ear" ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าควรขะยุบสภาเมื่อไหร่ ว่าไปตามสถานการณ์แล้วกัน

"Suthep says he's not sure what goes on in the cabinet meetings on this Tusday, so he'll just play it by ear and see what happens"  สุเทพบอกว่า เขาไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นในการประชุม ครม. วันอังคารนี้, เขาจึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การ ทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งมันก็เป็นความตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่าชีวิตที่จำเจน่าเบื่อ ใครจะไปชอบชีวิตที่ขึ้นกับตารางเวลาไปเสียหมด อะไร ๆ ก็ถูกวางแผน ถูกกำหนดไปเสียทุกอย่าง ชิมิ ชิมิ?

แล้วคุณล่ะชอบชีวิตแบบ Play it by ear หรือไม่

พบกันใหม่ตอนหน้า

Marie Digby