แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คําศัพท์ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คําศัพท์ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภาษาพาเพลิน ตอน Break a leg



สมัยก่อนที่ผมสอนหนังสืออยู่ มีนักศึกษาเวียดนามส่งอีเมล์มาขอขาดเรียน (ก็ขอลานั่นแหละ) โดยบอกว่าจะบินกลับไปสัมภาษณ์งานตำแหน่ง System Analyst ที่ธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม พอผมอ่านเมลล์จบ ก็ไม่ได้ตอบอะไรยืดยาว ไม่ใช่อะไร กำลังวุ่นวายกับเกมส์ Pungya อยู่ ก็ตอบไปแค่ Break a leg! ไม่มี ว.2 ตอบกลับมา ก็นึกว่า เออ มันคงเข้าใจแหละ

อีก 1 อาทิตย์ถัดมา ก็เจอกันในห้องเรียน ยังไม่ทันได้เริ่มสอน พี่ทั่นก็เข้ามาถามเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัด อาจาง เบร๊ก อะ เล๊ก มาง แปลว่า อารัย คับ (ถามเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ป่ะครับคุณลูกศิษย์) ..

และนี่คือคำอธิบายครับ
Break a leg, มันเป็น Idiom ที่ใช้แทนคำว่า Good luck ครับ ..คงไม่มีใครถามผมนะว่า อาจาง กูก ล๊าก แปลว่าอารัย

ที่มาที่ไปมันไม่แน่ชัดครับ ผมได้สอบถามจากเพื่อนๆ หลายคน ว่ามันมีที่มาอย่างไร ไม่มีใครรู้สักคน ไปได้คำตอบจากเพื่อนคนหนึ่งเป็นเกาหลี สัญชาติ อเมริกัน ชื่อ Stephen Ho เดี๋ยวขอแวะนอกเรื่อง นินทาเพื่อนสักนิดหนึ่งก่อน คุณโฮมันทำงานอยู่ Pentagon(กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) รู้แทบจะทุกเรื่อง ถามอะไรมันก็รู้หมด แถมรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทยดีกว่าคนไทย มันมาเมืองไทย แล้วพาผมไปเดินสยาม ยังคุยว่า Siam Square is like my back hand (แปลว่า คุ้นเคยกับสยามสแควร์ดีทุกซอกทุกมุม) แล้วที่ชอบที่ชอบของแกก็คือ Chicken farm มาที่ไรอยากไปดูแต่ฟาร์มไก่ เดือดร้อนผมต้องขับรถพามันวนดูฟาร์มไก่ ที่ ถ.เพชรบุรี ตั้งหลายรอบ ก่อนจะปล่อยมันลงไปเดินชมฟาร์มด้วยตัวเอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง พามันไปกิน Seafood ที่สีลม พอจะกลับคาดว่าเขาคงเห็นแสงสีแถวๆซอย 4 มันล่อตาล่อใจ ก็เลยบอกให้ผมกลับไปก่อน เขาอยากเดินเที่ยว ผมก็ปล่อยสิครับ ... เช้าวันถัดมาเจอกันมันบอกว่า "Woooh, Mickey you didn't tell me!! ... เออ ก็กรูเห็นเมิงรู้ทุกอย่างนี่หว่า นึกว่า Silom is like your back hand too!! lol. (มันไม่รู้ว่าแถวนั้นมีแต่บาร์เกย์กับโชว์กระเทยเต้นอโกโก้)



ที่มาที่ไปของ Berak a leg เจ้าเพื่อนผมมันบอกว่า ในหมู่นักดนตรี นักแสดง และคณะละครเวที เขาจะไม่อวยพรกันว่า Goodluck เพราะเชื่อกันว่ามันจะกลายเป็น Bad luck ทำให้แสดงไม่ดี เล่นไม่ออก หรือเกิดอุบัติเหตุจากการแสดงได้ (ผมนึกถึงนักกีต้าร์คนหนึ่งเอาลิ้นตัวเองไป lick guitar ไฟดูดตายเลย, 555) เขาจึงพูดให้ตรงข้าม คือแช่งให้ขาหักเสียเลย เนืองจากในยุคที่ละครเวทีเฟื่องฟู การแสดงมักจะผาดโผน เช่นการห้อยเชือกโรยตัวมาจากบนเพดาน หรือพระเอกนางเอกนั่งชิงช้าสูงๆ คุยกันเป็นต้น ซึ่งเวลาเกิดอุบัติเหตุมันมักจะทำให้ขาหัก การอวยพรแบบแก้เคล็ด จึงอวยพรให้ขาหัก ไม่ใช่คอหัก ..อิอิ 

อย่างไรก็ตาม ในภาษาเยอรมัน เขาก็อวยพรแบบนี้เหมือนกัน แต่เขาอวยพรให้หักทั้งขาและคอเลย (Hals- und Beinbruch) โหดดีไหมล่ะ?

การอวยพรแบบบแก้เคล็ดนี้ ก็คงคล้ายๆกับที่บ้านเรา ที่บอกว่าเวลาเห็นเด็กทารกน่ารักอย่าไปชมว่าน่ารัก เพราะจะทำให้เวลาโตขึ้นมันจะน่าเกลียด ให้บอกว่า "น่าเกลียดน่าชัง" แทน โตไปมันจะน่ารัก  .. อันนี้ผมสันนิษฐานว่าแม่ผมคงลืมบอกเพื่อนๆ ..lol บางความเชื่อก็บอกว่าถ้าไปชมว่าน่ารักเดี๋ยวผีจะมาเอาตัวไปครับ อย่ามาถามที่มาที่ไป ผมไม่รู้หรอกครับ มันน่าจะหายากกว่าที่มาไปของความเชื่อแบบฝรั่งเสียอีก

เมื่อรู้ที่มาที่ไปแล้ว คราวนี่แหละ ถ้าใครบอกให้ผมโชคดีตอนจะขึ้นเวที ถ้าได้อ่านตรงนี้ช่วยเปลี่ยนเป็นแช่งให้ผมขาหักแแทนนะครับ อวยพรให้โชคดี เดี๋ยวมีโกรธ

จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Out of my league


Out of my league


ตอนที่แล้ว เสนอคำว่า "Moodle" เป็นคำที่เอามาจากหนัง "She's out of my league" ก็ลืมที่จะอธิบายคำว่า "Out of my league" ไปเสียพร้อมๆกันเลย วันนี้จึงตั้งใจมาเป็นตอนสั้น ๆ เพื่ออธิบายกันให้ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว

ชายหนุ่มคนไหนที่เห็นสาวสวยเดินผ่านหน้า แล้วรู้สึกเหมือนเครื่องบินเพิ่งบินผ่านไปสดๆร้อนๆ ก็น่าจะใช้คำว่า "Out of me league" อย่างได้อารมภ์ที่สุดเลย ..ใช่แล้วครับ คำนี้มันใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า "หมามองเครื่องบิน" นั่นเอง

เวลาที่พูดว่า She's out of my league แปลตรงๆก็คือ เธออยู่นอกลีคของฉัน, ซึ่งมันเป็นลีคที่ฉันยังไปไม่ถึง มันจึงสื่อความหมายว่า "เอื้อมไม่ถึง" หรือหมามองเครื่องบินแบบไทยๆนี่แหละครับ ..




แต่หนุ่มๆ ที่คิดว่าตัวเองมักจะต้องเอาแต่มองเครื่องบิน ก็ไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันมากหรอกนะครับ หมาบางตัว เจ้านายมันก็พาขึ้นเครื่องบิน ..เห็นมะ มันไม่ใช่เอาแต่เห่าเวลาเครื่องบินบินผ่านนะ ..ถ้าเจ้านายไม่ได้ใจดีพาขึ้นเครื่อง เราก็ยังรอวันเด็กได้อีกนะ ไปดูเรื่องบินทหารใกล้ๆเลย ของแพงกว่าอีก วันพระไม่ได้มีหนเดียว วันเด็กก็มีหลายครั้งเช่นกันนะครับ สู้ต่อไปไอ้มดแดง แล้ววันหนึ่งคุณจะเป็นหมาขี่เครื่องบิน

ค่อนข้างพบได้น้อยว่า Out of my league จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น ที่ไม่ใช่การหมายตาเพศตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศหมายตาหนุ่มไฮโซ  หรือหนุ่มบ้านๆหมายตาดาวมหาลัย ใช้ได้หมด ..แต่อย่าหมายตากันมากได้ป่ะ ..มันคิดถึงหมาตายทุกทีเลย ในเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นน้องหมามองเครื่องบินก็แย่แล้ว อย่าให้ต้องเป็น "หมาตาย" ถ้าเอาแต่หมายตา มันก็จะเป็นหมาตายจริงๆนั่นแหละ  จะดีกว่าไหม ถ้าจะทำอะไรให้เขา-เธอได้เห็นบ้าง บางครั้งคนเรามันดูดีขึ้นมาได้จากความสามารถเฉพาะตัว เช่นเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่ง เล่นกีฬาเก่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น หาข้อดีในตัวคุณแล้วทำให้มันเด่น ..แล้วหมาจะไม่ตาย!!!  โรนัลดินโย่ยังหล่อลากดิน โดยไม่ต้องไปจัดฟันเลยสักนิด อิอิ

มีใครบางคนที่ผมรู้จักดี ..มองเครื่องบินมาเจ็ดปีเต็มๆ  ..เมื่อสองสามวันก่อนพบว่าเครื่องบินที่เขามองเดินใส่ชุดคลุมท้องไปเสียแล้ว ..นานไปหรือเปล่า?  

เอาละครับ ตอนสั้นๆมันก็ไม่เคยสั้นทุกที เพราะเวลาคิดเรื่องหนึ่งมันมักจะโยงไปหาเรื่องอื่นๆ แล้วอดเขียนไม่ได้สักที ถ้าเขียนต่อเดี๋ยวจะมี ดอกฟ้ากับหมาวัด พริกขี้หนูกับหมูแฮมอะไรแถวๆนั้นออกมาอีก เพราะมันแว๊บๆขึ้นมาในหัวเมื่อสักครู่  วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Out of my league" แปลว่ามันไกลเกินความสามารถของตัวเราครับ



จนกว่าจะพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Moodle


ฉากหนึ่งในภาพยนต์ เรื่อง "She's out of my league" .. หนุ่มๆสี่คน ในเรื่องคุยกันอยู่ในสระน้ำ คนหนึ่งบอกเพื่อนว่า "You're a moodle" ..เล่นเอาเพื่อนงง อะไรวะ Moodle? และถ้าเพื่อนแกงง ผมว่าพวกเราก็งง ที่จริงผมก็งง แต่ในเรื่องเขาก็เฉลยไว้แล้ว ผมจึงหายงงแล้ว ..และเดี๋ยวผมจะเฉลยให้ฟังที่หลัง ไปนอกเรื่องสักนิดหนึ่งก่อน










สองอาทิตย์ก่อน มีข่าว "เสก โลโซ" แทบจะทุกวัน เรื่องของดาราผมก็ไม่วิจารณ์หรอก แต่ต้นตอความซวยของพี่เสกในวันนี้ มันเกิดจาก "ความเจ้าชู้" อย่างเดียวเลย ไม่ใช่เกิดจากที่พี้ยาแล้วถ่ายภาพเก็บไว้ .. มองให้เป็นธรรมะไปเลยก็ได้ คือคนเราถ้าทำกรรมไม่ดีเอาไว้ มันอาจจะยังไม่ได้ส่งผล เพราะจริงๆแล้วเราอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลังรับผลของกรรมดีที่เคยทำไว้ในอดีต .พอวันหนึ่งถึงคราวซวย กรรมเก่าๆมันพากันมารุมกินโต๊ะครบทุกเรื่องเลย โดนคดี โดนออกจากงาน เสียเมีย เสียชื่อเสียง ทีเดียวครบ นี่เป็นความไม่แน่นอนของชีวิต และมันเป็นไปตามกฏ "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" นั่นเอง

วันก่อน ผมได้ยินป้าเสื้อแดงคนหนึ่งพูดว่า "ไอ้เสก มันไม่ติดคุกหรอก เส้นมันใหญ่ เพราะเป็นเด็กป๋า!!"  ...เฮ้ย คนละเสกกันแล้วป้า นี่มันเสก โลโซ อันนั้นมันเสก ไฮโซ  ..ฮามากก

"ผู้ชายเจ้าชู้" มันมีแสลงที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า "Tomcat" ครับ คำนี้ถ้าใช้กับผู้หญิงความหมายจะต่างกัน เพราะมันจะแปลว่า ผู้หญิงที่เชี่ยวชาญมากเวลาอยู่บนเตียง แต่พออยู่ในสังคมเวลาปกติกลับดูเรียบร้อย ..สาวๆจะดีใจหรือเสียใจ ถ้ามีใครมาบอกว่าคุณเป็น Tomcat?

และ Tomcat ก็ยังมีความหมายอีกอย่างหนึงถ้าใช้กับชายแก่ ...เพราะเสือทอมมันคือ "โคแกที่ชอบกินหญ้าอ่อน" นั่นเอง ใน Urban Dictionaty บอกไว้ว่าหมายถึงชายแก่ อายุ 60 up ที่ชอบกินเด็ก อายุ 17-18 ..จริงๆแล้ว 17 นี่มัน Illegal นะลุง ติดคุกเอาง่าย ๆ ควรจะขอดูบัตรประชาชนก่อนด้วยนะ

แล้วถ้าเป็นป้าๆ ที่ชอบกินเด็กบ้างล่ะ ..อันนี้ก็มีแสลงเหมือนกัน เขาเรียกว่า "Cougar" ครับ นอกจะจะใช้กับป้าๆที่กินเด็กแล้ว ยังใช้กับป้าๆที่อายุเยอะแล้ว แต่ยังดูฮอท ดูหน้ายังอ่อนๆอยู่ คำว่าอายุเยอะในที่นี้ก็ประมาณว่า ถ้าขับรถมาจากดินแดงไปตามถนนวิภาวดีมาถึงตรงประมาณดอนเมืองน่ะครับ ..คือว่า เลยหลักสี่ไปแล้วนั่นเอง .. ถ้าป้าๆคูการ์ในชีวิตจริง ดูดีเหมือนป้าๆในซีรี่เรื่องคูก้าทาวน์ (Cougar town) ..ผมว่าสาวๆคงอิจฉา เพราะป้าแกคงคว้าเด็กๆไปกินได้หมดทาวน์นั่นแหละ หุหุ








ผู้ชาย-ผู้หญิง ไวไฟ พอๆกันนั่นแหละ แต่เก็บอาการได้ดีมากน้อยต่างกัน ตามกฏของสังคมที่พวกเขาอยู่


Moodle


ที่นี้เราพูดถึงหญิงร้ายชายเลวกันมาแล้ว มันก็ยังมีผู้ชายอีกประเภทหนึ่ง น่ารัก อ่อนโยน เป็นเพื่อนที่ดีของผู้หญิง เป็นที่ปรึกษาของเธอได้ทุกเรื่อง ต่อให้เธอทะเลาะกับแม่ หนีออกจากบ้านไป ก็ยังสามารถไปนอนที่บ้านเขาได้ "โดยสวัสดิภาพ" ..สุภาพบุรุษที่สุดในสามโลก ว่างั้นเลย.. ครับผู้ชายแบบนี้เรียกว่า Moodle นั่นเอง .. กว่าจะวกกลับมาเข้าเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ได้ ก็เหนื่อยเลย  .. อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สาวๆ อาจจะยากได้ Moodle ไว้ในคอนโทรลสักคน ..อ่ะอ่านต่อไปก่อน

บทสนทนาในเรื่อง She's out of my league เป็นอย่างนี้ครับ
A: You're a Moodle
B: Moodle?
A: It's Man-Poodle, Girls they wanna take you for a walk, they wanna feed you, they wanna cuddle you, BUT! no girl wants to do a moodle.

"Moodle" มันเกิดจากการผสมระหว่าง Man และ Poodle, หมายถึงผู้ชายแสนดีน่ารักเหมือนพุดเดิ้ล, ผู้ชายมุ๊ดเดิ้ล อยู่ในสถานะเดียวกับ พุดเดิ้ล กล่าวคือ ผู้หญิงชอบพาไปเดินเล่นด้วย ไปทานอาหารด้วย ชอบกอดรัดฟัดเหวียง(แบบน่ารักน่าเอ็นดู) ..แต่ No girls want to do a moodle แต่เธอไม่นอนกับเขา จริงๆแล้ว มันจะสื่อว่า ถ้าคุณจะจีบผู้หญิงด้วยการเก๊กสุภาพบุรุษ ทำให้เข้าไว้ใจเหมือนเป็นเพื่อน เธอก็จะไว้ใจจริงๆ แต่ก็จะเป็นได้แค่เพือนนั่นแหละ .. ไม่ได้แอ้มหรอก


ดังนั้นผู้ชายที่เก๊กมาดสุภาพบุรุษ ..ไม่แตะเนื้อต้องตัว ระวังไว้นะ วันหนึ่งพาสาวไปนอนบ้าน แล้วตอนเช้าเธอจะถามคุณว่า "เป็นเกย์หรือเปล่าเนี่ย" .. คนเราอุตสาห์เป็นสุภาพบุรุษ ไม่แตะเนื้อต้องตัวเธอ ยังจะมาถามให้เจ็บกระดองใจ ..ถึงตอนนั้นคุณจะนึกถึงโดเรม่อน ขอไทม์ แมชชีน ก็ไม่ทันแล้วล่ะนะ ..

วันนี้คุณได้รู้จักคำที่ใช้บรรยายพฤติกรรมของผู้หญิง-ผู้ชายที่มีต่อเพศตรงข้าม
- Tomcat ใช้กับชายหนุ่ม หมายถึงชายเจ้าชู้ ใช้กับชายแก่หมายถึงโคแก่ที่กินหญ้าอ่อน ใช้กับผู้หญิง หมายถึงผู้หญิงที่เก่งเรื่องบนเตียงแต่ดูภายนอกเรียบร้อย
- Cougar ใช้กับผู้หญิงเท่านั้น หมายถึงป้าๆที่ชอบกินเด็ก หรือป้าๆที่ทำตัวสาวตลอดเวลา
- Moodle หมายถึงผู้ชายที่ดีเวอร์ๆ สุภาพบุรุษเวอร์ๆ จนผู้หญิงไว้ใจให้ใกล้ชิดได้ ..แต่เขาจะไม่มีวันได้อะไรมากกว่านั้น

แล้วพบกันใหม่
สวัสดีปีใหม่ 2012 ครับ

ปล. ข้อเขียนของผมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แต่ไม่สนับสนุนให้ทำผิดศีลธรรม มีชู้ มีกิ๊ก หรือผิดศีลข้อ 3 นะครับ หากเกิดขึ้น ผมขอแจมด้วย เอ๊ย ..ไม่ใช่ ผมไม่รับผิดชอบนะคร๊าบบบ อิอิ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Gig (กิ๊ก)


"I had a gig at SCB last night."

ประโยคด้านบนนี้ ฟังแล้วจั๊กกะจี้หู "มีกิ๊กที่ SCB เมื่อคืนก่อน" โว้ววว.  "กิ๊ก" เป็นคำเกิดใหม่ในภาษาไทย มีพัฒนาการของคำมาพอสมควร ในตอนแรกๆ คำว่ากิ๊ก จะหมายถึงการแอบๆปิ๊ง สนิทสนม เหมือนกับเป็นคำย่อของ "กุ๊กกิ๊ก" ไม่ได้มีความหมายร้ายแรงในเชิงชู้สาวเหมือนในปัจจุบัน หลังๆนี่ความหมายก็เปลี่ยนออกไป มีเรื่องของ intimacy affair มาเกี่ยวข้องด้วย และการใช้ก็เพิ่มการเป็นคำกิริยาด้วย เช่น "นางสาวเอกิ๊กกับนายบีอยู่" ในขณะที่ยังใช้เป็นคำนามได้เหมือนเดิม ..มันใกล้เคียงกับคำว่า "ชู้" มากขึ้นทุกวัน แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านกิ๊ก จะพยายามบอกว่า "กิ๊กไม่ใช้ชู้ ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก" ...มันมีความหมายเดียวกันกับ "กิ๊กก็คือชู้ประเภทหนึ่งที่แฟนรู้แล้วต้องเลิก" นั่นเอง และนั่นก็เป็นแค่กฏที่ไม่ได้มีสมาคมกิ๊กมารับรอง "จรรยาบรรณกิ๊ก" สักหน่อย ในทางปฏิบัติจึงค่อนข้างยาก ..เวลาที่คุณ Crush on someone คุณคิดว่ามันจะเลิกง่ายๆ เหรอ? ในทางปฏิบัติ กิ๊ก จึงไม่ได้ต่างกับชู้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมเอง ..ไม่ต้องเห็นตามก็ได้ครับ บางคนอาจบอกควบคุมตัวเองได้ "เอาอยู่" เหมือนพี่เสก โลโซ ก็ว่ากันไป 

ที่นี้เราจะไปดู GIG ในภาษาอังกฤษกันบ้าง

ก่อนที่ผมจะรู้จักคำนี้ ผมเคยคิดว่า คำว่า Gig นี้ไม่มีในโลกของภาษาอังกฤษ นอกจากเป็นคำย่อของ "Gigabyte" เท่านั้น จนวันหนึ่งไปอ่านในเพจของ James Valentines ซึ่งเป็นมือกีต้าร์ของวง Maroon 5 (และเป็นไอดอลผมด้วย) โพสต์ว่า I'm going to have a gig at SF tomorrow. จริงๆ ผมก็เดาความหมายไว้ในใจแล้ว ว่ามันควรจะหมายความว่าอย่างไร คุณเจมส์ แกคงไม่ได้คิดจะไปหากิ๊กที่ซานฟรานซิสโกหรอก แต่เพื่อความชัวร์ก็ต้องไปถามอากู๋(Google) สักนิดหนึ่งก่อน

คำว่า GIG ในภาษาอังกฤษ มันเป็นศัพท์ที่ใช้มากในยุค 50s โดยพวกนักดนตรี มันหมายถึงการแสดงที่เป็น live performance หรือแสดงสดนั่นเอง นั่นเป็นความหมายแรก และเนื่องมาจากงานแสดงเป็นงานของนักดนตรี มันจึงมีความหมายถึง "งาน" ไปด้วย ในวงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ Music industry จึงเอาคำนี้ไปใช้ในความหมายเดียวกับคำว่า "Job" เช่น I've got new gig at NY Times. แปลว่าฉันได้งานใหม่ที่นิวยอร์คไทม์ และความหมายว่า "งาน" จึงเป็นอีกความหมายของมัน สำหรับในความหมายที่หมายถึงการแสดงสดนั้น ก็ยังได้ถูกใช้กับการแสดงอื่น ๆ อีกด้วย เช่นแสดงละครเวที โอเปราห์ ทอล์กโชว์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อย่าไปเปลี่ยน "Steve Jobs" ให้เป็น "Steve Gigs" นะครับ ฮาาาา..

สำหรับการนำไปใช้ ผมคิดว่ามีการใช้ในแวดวงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พวก Music industry น้อยมาก ๆ คือแทบจะไม่เคยได้ยินจากหนัง จากเพลง จากข่าว หรือโฆษณาอะไรเลย แต่ก็ยังคงใช้กันอยู่เป็นปกติ ในหมู่นักดนตรี ในความหมายถึงการแสดงสด  จริงๆมันก็ยังมีความหมายอื่น ๆอีก แต่ไม่ได้ใช้แพร่หลายนัก จึงไม่อยากจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ เช่นหมายถึงการเต้น (dance) เป็นต้น

ความหมายของประโยคที่จั่วหัวไว้ตอนต้น I had a gig at SCB last night. จึงหมายถึงฉันมีงานแสดง(ดนตรี) ที่ SCB เมื่อคืนก่อนครับ .. ก็ถ้าใครได้ไปไปดู เมื่อวานนี้ผมและสมาชิกอีก 2 คน จากวง Astra ไปเล่น Acoustic แบบชิลด์ๆ ที่ Courtyard  .. ที่จริงแล้วผมเล่นได้ดีกว่าที่เห็นมากครับ .. จนกระทั่งถูกธนูปักเข่า ก็จึงเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ 555+

วันนี้คุณได้เรียนรู้คำว่า "Gig" ในภาษาอังกฤษ ว่าหมายความว่าอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ขอให้เป็นคนดีไม่ไม่กิ๊กกันทุกคนนะครับ

แล้วพบกันใหม่
23.12.2011

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน Kiss(es) Under the Mistletoe

"With you, shawty with you
With you, shawty with you
With you, under the mistletoe .."

ประโยคข้างบนนี้ ช่วงนี้ได้ยินแทบจะทุกวัน เพราะมันเป็นท่อนคอรัส (หรือที่เรานิยมเรียกว่าท่อนฮุค) ในเพลง "Mistletoe" ของหนุ่มน้อย "Justin Bieber" นั่นเอง ผมเดาเอาเอง(เช่นเคย) ว่าจะมีคนหลายๆคนฟังแล้วงงว่า ไอ้เจ้า Mistletoe มันคืออะไร ส่วนคำว่า "Shawty" ในประโยคข้างบน แปลว่า "สาวน้อย" ผมเคยอธิบายไว้ในตอนเก่าๆ ถ้าสนใจก็ ไปขุดมาอ่านกันได้ครับ

เชื่อไหมว่าพอพมเห็นคำว่า Shawty และ With you อยู่ด้วยกันในเพลงนี้ ผมก็สงสัยทันทีว่า เพลงนี้ Chris Brown เป็นคนแต่งหรือเปล่า ก็เลยไปหาข้อมูลดู ปรากฏว่า ใช่จริงๆด้วยครับ Chris Brown เป็นคนแต่งเพลงนี้ให้ Justin Bieber ร้อง เห็นมะ!! ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะไม่ทิ้ง Signature ของตัวเอง คริส บราวน์ ชอบใช้คำว่า Shawty ในเพลง และยังใช้คำนี้ในเพลง "With you" อีกด้วย คนที่เรียนด้านอาชญวิทยาจะถูกสอนให้วิเคราะห์ Signature ของคนร้าย เพื่อเชื่อมโยงกับคดี และหาผู้ต้องหาได้ง่ายขึ้น  พูดมาถึงตอนนี้แล้วก็นึกถึงข่าว ที่คนสนิทของ "แทนคุณ จิตอิสระ" ถูกยิงเสียชีวิต ตำรวจมีความคืบหน้าของคดีไปพอสมควร ในขณะที่คุณอี้พูดถึงลักษณะและวิธีการยิง ว่าเป็น Signature ของมือปืนคนหนึ่ง ซึ่งตำรวจไม่สนใจในประเด็นนี้ คุณอี้ จึงเกรงว่าจะจับผิดตัว และผู้ต้องหาตัวจริงจะลอยนวล ...ก็เล่าให้ฟังเฉย ๆ น่ะ เพราะมันเกี่ยวกับคำว่า Signature ซึ่งไม่ได้แปลว่าลายเซ็นต์เสมอไป ..


มาเข้าเรื่องของเราดีกว่า

"Mistletoe" ที่จริงแล้วเป็นไม้พันธุ์หนึ่ง ที่มันไม่ได้ขึ้นบนดิน แต่จะขึ้นบนต้นไม้เหมือนๆกับ "กาฝาก" ในบ้านเรานี้เอง และเขาก็จำแนกเจ้า Mistletoe ให้อยู่ในประเภทของกาฝากนี่แหละ กล่าวคือถือว่ามันเป็นปรสิต ที่คอยดูดอาหารที่จะไปเลี้ยงต้นไม้ เจ้า Mistletoe นี้จะมีผลเล็กๆเท่าลูกเบอรรี่ มีสีขาว หรือสีแดง แล้วแต่พันธุ์ ซึ่งข้างในมียางเหนียว ๆ ซึ่งเป็นพิษต่อผิวหนัง ผมไม่มีข้อมูลว่า ถ้ากินเข้าไปจะเป็นอย่างไร แต่ไม่น่าจะถึงตาย ไม่เคยกินเหมือนกัน อิอิ.



แล้วทำไม JB ต้องไปยืนอยู่ใต้ต้น Mistletoe นี้ด้วย? แค่ต้นกาฝากเนี่ยนะ จะโรแมนติกตรงไหน!

เรื่องนี้ต้องย้อนอดีตไปถึงยุโรปยุคต้น สมัยที่ในยุโรปยังเชื่อเรื่องแม่มด มีความเชื่อกันว่า เจ้า Mistletoe นี้สามารถนำมาใช้ป้องกันมนต์ของแม่มดได้  บ้านเราก็เจ๋งไม่แพ้กัน เพราะเรามีใบหนาดไว้ป้องกันมนต์แม่นาคได้ ฮ่าฮ่า นอกจากนั้นยังเอามาปรุงเป็นยาได้หลายขนานทีเดียว จึงมีความเชื่อกันว่า Mistletoe มันเป็นไม้มงคลยิ่งนัก และถูกเอามาประดับตามบ้าน ด้วยเหตุผลคล้ายๆกับที่เราเอาใบหนาดมากันผีกระสือนั่นแหละ อย่างไรก็ตามในส่วนที่ว่าเป็นยานั้น ไม่ได้มีตำหรับยาตกทอดมาถึงปัจจุบันเลย จึงไม่รู้ว่ามันเป็นยาอะไรยังไงแน่ คือคุณต้องเข้าใจก่อนว่ามันมาจากยุโรปยุคต้น เราทราบๆกันอยู่แล้วว่า ในยุโรปยุคกลางศาสนจักร เป็นใหญ่เหนืออาณาจักร เรื่องแม่มดหมอผี ยาผีบอก มันย่อมขัดต่อกฏของศาสนจักร ขนาดตำหรับยาของนอสตราดามุส ยังถือว่าผิดกฏหมาย ที่จริงมันก็เรื่องสำอางค์ธรรมดานี่เอง แล้วคิดเหรอว่าตำหรับยาที่มี "ความขลัง" จะถูกปล่อยให้หลุดรอดสายตาของโบสถ์ไปได้ ..

มาดูตำนานของกรีกกันบ้าง
ที่กรีกเขานิยมนำเจ้า Mistletoe มาทำซุ้ม พิธีแต่งงาน เขาถือความเป็นมงคลของไม้ชนิดนี้ เช่นเดียวกับชาวยุโรป และยังเชื่ออีกว่าถ้าแต่งงานใต้ซุ้มที่ประดับประดาด้วย Mistletoe เจ้าบ่าว เจ้าสาว ก็จะอยู่กันยืด ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เขาไม่ได้บอกว่าด้วยเพชรบลูไดม่อนหรือเปล่า ..ฮาาา แล้วถ้าคนที่ยังไม่แต่งงานกันมาจุมพิตกันใต้ซุ้มนี้ ก็จะเหมือนกับได้รับคำอวยพรให้ทั้งสองคนได้แต่งงานกันในอนาคต หนักๆเข้าผู้ชายกับผู้หญิงคบๆกันไป ผู้หญิงต้องการความมั่นใจ เลยจับผู้ชายไปสาบาน ..เอ้ย ไม่ใช่ ไปคิสสสกันใต้ Mistletoe มันจึงมีความหมายว่าเป็นการให้คำมั่นสัญญา (Commitment) ว่าจะแต่งงานกันไปโดยปริยาย ..ฟังดูก็ไม่เห็นจะโรแมนติกไปกว่า ไอ้ขวัญกับอีเรียม ที่สาบานกันอยู่ใต้ต้นไทร ถัดออกไปมีเจ้าทุยยืนเคี้ยวเอื้อง และนกเอี้ยงสองตัว เกาะเขาข้างละตัว เป็นพร๊อบที่โรแมนติกมวากกส์  ว่ามะ?




จากยุคกรีกนี่เอง จึงเกิดคำว่า "Kiss(es) under the Mistletoe" และในเพลง "Mistletoe" จัสติน บีเบอร์ บอกว่า เขาอยากจะไปยืนอยู่ใต้ต้น Mistletoe กับเจ้าหล่อนที่เขาพูดถึง ผู้หญิงที่ทำให้เขาไม่ได้ออกไปเล่นสนุกสนานในเทศกาลคริสต์มาส เพราะมัวแต่คิดถึงเจ้าหล่อนอยู่นั่นเอง จัสติน อยากไปยืนใต้ต้นไม้กับเธอ เพื่อที่ว่าจะได้จุมพิตเธอ (ลิเกไปหรือปล่าว อย่าเพิ่งอ๊วกนะ) ซึ่งการจุมพิตใต้ต้น MIstletoe มันสื่อความหมายว่า "ขอเป็นแฟนกับเธอ" ซึ่งมันเป็นความหมายปัจจุบันครับ ไม่ได้แปลว่า "ฉันจะแต่งงานกับเธอ" แบบในยุคกรีกอีกต่อไป

และเพลง Mistletoe ก็เป็นซิงเกิ้ลที่ตัดออกมาจากอัลบัม "Under the mistletoe" ซึ่งจะวางแผงเร็วๆนี้ครับ  ..เอ้าโฆษณาให้ซะงั้น

วันนี้คุณได้เรียนรู้ว่า
1. จัสติน บีเบอร์ ไม่ได้แค่จะไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้กับสาวน้อยเฉยๆ  แต่เขาจะจูบเธออีกด้วย  ..เป็นเด็กเป็นเล็ก คิดจะหลอกสาวไปจูบ ..เดี๋ยวเตะกลิ้งเลยนี่
2. Kisses under the Misstletoe ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงว่าสองคนที่จูบกันใต้ต้นนี้จะคบกัน ..ก็ไม่รู้ว่าถ้าจูบใต้ตนไม้อื่น ๆ อย่างต้นลีลาวดีหน้าบ้านผม มันจูบได้ฟรี ไม่ต้องคบกันก็ได้ ..หรือไงนะ?
3. Mistletoe เป็นไม้ตระกูลกาฝาก มันมีความหมายขึ้นมาได้ เพราะคนไปใส่ใจมันเอง ถ้าเราอยากจะทำให้ "ใบหนาด" ดังบ้าง ก็ให้แกรมมี่ แต่งเป็นเพลงไปให้เทเลอร์ สวิฟต์ร้อง เดี๋ยวต่างชาติมันก็สนใจเองแหละ ว่าอะไรคือใบหนาด และจะเริ่มคิดว่าแม่นาคสวยเหมือนเทเลอร์ สวิฟต์ อีกด้วย!!!

พบกันใหม่ เมื่อธนูปักเข่า ..เอิ๊กกกก
19.12.2011

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน More than meet the eyes

วันนี้โพสต์จากบนไอแพด ไม่มีรูปประกอบสวยๆ ต้องขออภัยด้วยนะครับ

More than meet the eyes


ระว่างที่นั่งดูเรียลลิตี้โชว์ True Beauty season 2 ผู้เข้าแข่งขันสองคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดสองคนสุดท้าย (Bottom two) ต้องเข้าไปให้กรรมการตัดสินในรอบชิงดำ ก่อนจะถูกคัดตัวออก แลพต้องหิ้วกระเป๋ากลับบ้านทันที 1 คน ระหว่างเดินทางไปพบกรรมการ ก็จะมีการจัดฉากให้ทั้งสองคนแสดงความงามภายใน (Inner beauter) โดยให้ชายแก่อ้วนเหงื่อท่วมตัว เข้ามาทักทาย เพื่อดูว่าใครที่จะแสดงท่าทางเป็นมิตร หรือแสดงการรังเกียจ ตรงส่วนนี้ของการแข่งขัน กรรมการคนหนึงพูดว่า "There is more to this compettition than meets the eyes" มาดูกันว่ามันหมายความว่าอย่างไร

"More than meet the eyes" หมายความว่ามากกว่าที่ตาเห็น คือมันมีเรืองที่ซับซ้อนยุ่งยากกว่าที่เห็นๆ ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ (ซึ่งเปลี่ยนช่องมาดู CNN แล้ว) ผมคงต้องบอกว่า "There is more to Mediterranean Sea war than meets the eyes" "สงครามทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนมีอะไรซับซอนมากกว่าตาเห็น" ผมคิดอย่างนั้นเนื่องจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาลสามารถมีรถถัง มีปืนใหญ่ สามารถยืดเมืองสำคัญๆได้ถึงหกเมือง เกินกว่าที่ประชาชนที่ต้องกสรประชาธิปไตยทั่วไปจะสามารถทำได้ และสหรัฐจะสนใจเข้ามาไหมถ้าลิเบียไม่ใช่ประเทศที่ผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับสามของโลก นี่ไงครับ More than meet the eyes.

จนกว่าจะพบกันใหม่
21/03/2011


- Posted using BlogPress from my iPad

Location:Bangkok

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Boot on the throat"

18 มกราคม 2554, ตื่นเช้ามา สิ่งที่ทำเป็นอย่างแรกคือเปิด iPad เพื่ออ่าน CNN จาก CNN Application เห็นข่าวประธานาธิบดี "หู จิน เถ่า" ไปวอชิงตัน เพื่อพูดคุยกับประธานาธิบดี "บารัก โอบามา" ตอนนี้โลกประสพกับปัญหาเรื่องค่าเงิน สหรัฐพยายามให้จีนปรับค่าเงินหยวนเพื่อให้ "สะท้อนความเป็นจริง" ซึ่งสหรัฐกล่าวว่าค่าเงินหยวนถูกตรึงให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 40% นี่เป็นเรื่องที่ผู้นำโลกเขาคุยกัน



ผมสดุดอยู่ตรงคำพูดของ Charles Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตส์ ซึ่งแกเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะให้สหรัฐมีมาตรการตอบโต้จีนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีหรืออะไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งแกพูดว่า

"China's currency is like a boot on the throat of America's economic recovery" นั่นแหละครับ รองเท้าบู๊ตกับคอหอย มันเกี่ยวอะไรกับเงินหยวนกับเศรษกิจอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะเขียนเรื่องนี้ "Boot on the throat"

"Boot on the throat" มีความหมายว่า "แรงกดดัน"  ผมพยายามนึกถึงสำนวนไทยที่มีความหมายตรงกัน แต่ก็นึกไม่ออกครับ ใครนึกออกแล้วส่งอีเมลล์มาบอกผมด้วยนะ (แต่ไม่มีรางวัลให้ อิอิ)

ทำไมฝรั่งถึงใช้ "Boot on the throat" แทน "แรงกดดัน" ลองนึกภาพตามนะครับ เอาอย่างนี้เลยแล้วกัน สมมติว่าประธาณาธิบดีโอบาม่า กำลังขึ้นเวทีเล่นมวยปล้ำกับประธานาธิบดีหูจินเถ่า ระหว่างการต่อสู่อย่างถึงพริกถึงขิง โอบาม่าเกิดเพลี่ยงพล้ำลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นเวที!!  หูจินเถ่าเห็นดังนั้นจึงเอาเท้าเหยียบคอเอาไว้ หูจินเถ่าในชุดนักมวยปล้ำใส่บูททรงสูงแบบ "ริกกี้ สตีมโบ๊ท" ยังไงอย่างงั้น ..อาการแบบนี้จึงเรียกว่า "บู๊ทอยู่บนคอหอย" หรือ "Boot on the throat"

อาการสืบเนื่องที่โอบามาจะได้รับ จากการ "เหยียบคอหอย" คืออะไร ก็ต้องหมดสิทธิ์ในการลุกขึ้นสู้ มีโอกาสจะดิ้นไปดิ้นมาหลุดออกมาได้ แต่ก็เสี่ยงต่ออาการคอหักอยู่ดี หูจินเถ่าจึงได้เปรียบ แกก็เหยียบอยู่อย่างนั้นแล้วคอยถามว่า ลื้อจะยอมแพ้อั๊วหรือยัง(วะ) อีตาโอบาม่า!! นั่นคือหูจินเถ่ากำลังกดดันโอบาม่าอยู่ ดังนั้นสำนวน "Boot on he throat" จึงแปลว่า "กดดัน" นั่นเอง เพราะแม้ว่าหูจินเถ่าจะได้เปรียบ แต่การเหยียบอยู่อย่างนั้นไม่ทำให้ชนะเกมส์ ถ้าโอบาม่ายังไม่บอกว่า "ยอมแพ้" มันจึงเป็นแค่การกดดัน ยังไม่ใช่การเอาชนะอย่างเด็ดขาด

ขอยกตัวอย่าง อีกสักหนึ่งตัวอย่างนะครับ ถ้ายังจำกันได้ BP บริษัทขุดเจาะน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกเคยทำน้ำมันรั่วกลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลกระทบกับการทำมาหากินของคนบริเวณปากอ่าว และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประโยคต่อไปนี้เป็นแอ๊กชั่นจากอเมริกาที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ (BP)

"We will keep our boot on the throat of BP to ensure that they are doing all that that is necessary, while we do all that is humanity possible to deal with this incident"

เป็นคำพูดจากรัฐมนตรีมหาดไทของสหรัฐ "Ken Salazar" แปลความได้ว่า "เราจะกดดัน BP ต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทาง BP จะทำทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ ในขณะที่เราเองก็จะทำทุกอย่างที่มนมุษย์จะกระทำได้ในกาจัดการกับเหตุการณ์นี้"

สายแล้ว .. ผมต้องไปทำงานก่อนล่ะ ขอจบตรงนี้เลย ถ้าไปสายเดี๋ยวทั้งเจ้านายและลูกน้องจะเอาบู๊ทมาวางบนคอหอยผม .. อิอิอิ ไปล่ะ

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554

เรียนภาษาอังกฤษจากเพลง "21 Guns"

*หลังจากที่ได้เห็นคนอื่นเขาแปลอยู่ก่อนแล้ว แต่ผมพยายามอ่านแล้ว ผมไม่สามารถแปลไทยเป็นไทยได้ จึงขอแปลเองเลยดีกว่า...*




21 Guns


By: Green Day

Do you know what's worth fighting for,
คุณรู้มั้ยว่าอะไรที่มีค่าพอที่จะต่อสู้เพื่อมัน (หรือสิ่งนั้น)?

When it's not worth dying for
เมื่อมัน (หรือสิ่งนั้น) ไม่คุ้มค่าพอที่ตะต้องสละชีวิตให้

Does it take your breath away
มันทำให้คุณตื่นเต้นจนลืมหายใจ ..

And you feel yourself suffocating
จนกระทั่ง พอรู้อีกทีคุณก็ตอนที่คุณเกือบจะขาดใจหรือเปล่า?

Does the pain weigh out the pride
ความเจ็บปวดมันได้ลดความหยิ่งผยองของคุณ ..

And you look for a place to hide
กระทั่งคุณต้องหาที่หลบเร้นใช่ไหม?

Did someone break your heart inside
มีใครเคยทำให้คุณผิดหวังอย่างแรงหรือเปล่า?

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns

Lay down your arms
วางอาวุธเหล่านั้นลง
Give up the fight
เลิกต่อสู้เสีย

One, 21 guns

Throw up your arms into the sky,
โยนอาวุธพวกนั้นทิ้งไปเสีย
You and I
ทั้งคุณและฉันน่ะแหละ

When you're at the end of the road
เมื่อคุณเดินไปสู่จุดที่จนมุม ..

And you lost all sense of control
จนกระทั่งคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ..

And your thoughts have taken their toll
แล้วความคิดในหัวคุณ มันได้ไปทำลายล้างคนอื่นเขา

When your mind breaks the spirit of your soul
เมื่อจิตใจของคุณทำลายจิตวิญญาณของคุณเอง ..

Your faith walks on broken glass
เมื่อนั้นความศรัทธาของคุณก็เดินอยู่บนเศษแก้ว

And the hangover doesn't pass
และ(ศรัทธาที่ควรจะเหลือบ้าง) ก็ไม่สามารถเหลือรอดไปด้

Nothing's ever built to last
ไม่เคยมีอะไรที่สร้างมาให้อยู่ได้ค้ำฟ้า

You're in ruins
คุณหมดสิ้นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You and I

(ซ้ำ)
Did you try to live on your own
คุณได้ลองพยายามอยู่ด้วยตัวเองบ้างหรือไม่

When you burned down the house and home
เมื่อคุณได้เผาบ้านเรือนของคุณเสียสิ้นแล้ว

Did you stand too close to the fire
คุณยืนใกล้กองไฟเกินไปรึเปล่า

Like a liar looking for forgiveness from a stone
เหมือนคนโกหกพกลมที่พร่ำร้องขอการให้อภัยจากก้อนหิน

When it's time to live and let die ..
เมื่อมันเป็นช่วงเวลาที่ให้คุณกำลังอยู่และตาย(เท่านั้น)

And you can't get another try
และคุณไม่เหลือโอกาสอื่นอีกแล้ว

Something inside this heart has died
บางสิ่งบางอย่างในใจมันตายลงไปแล้ว

You're in ruins
คุณหมดสิ่นแล้วล่ะ

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky

One, 21 guns
Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky,
You
-----------------------------------------
คำที่น่าสนใจ:
- take breath away = อาการตื่นเต้นจนกระทั่งลืมหายใจ ผมมักจะเป็นตอนขับรถเข้าโค้งสมัยที่ขับรถใหม่ ๆ แต่ถ้าผมพูดว่า That girl took my breath away แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นงามมาก กระทั่งมองแล้วลืมหายใจ เฮ้อ ... ก็ไม่รู้ว่าเกิดขาดใจตายขึ้นมานี่จะไปนรกหรือสววรค์กัน 5555

- take its toll = (ในเพลงใช้ taken their toll) คือการทำลายล้าง


- suffocating = อาการที่เกือบ ๆ ขะขาดใจ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรลองกลั้นหายใจให้นานที่สุด อาการช่วงที่เหมือนว่าจะขาดใจ และมันบังคับร่างกายของคุณให้ต้องหายใจอีกครั้งเรียกว่า suffocating

- break one heart  = (ในเพลงใช้ break your heart) คือการทำให้ผิดหวัง หรือเสียใจอย่างแรง


วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "Shawty"

"Go, go, go, go
Go, go, go shawty
It's your birthday
We gon' party like it's yo birthday
We gon' sip Bacardi like it's your birthday
And you know we don't give a fuck
It's not your birthday!"


ขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังฟังเพลง "in da club" ของ 50 cent อยู่แล้วได้ยินประโยคที่ quote ไว้ด้านบน จึงเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า วันนี้ช้านจะเขียนคำนี้แหละ โดยปกติแล้ววัตถุดิบที่ใช้ในการเขียน ก็มักจะมาจากชีวิตประวันวันของเรานี่เอง  ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง อ่านข่าว มักจะมีคำที่แปลก ๆ ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ
 

สงสัยจริง ๆ ว่าทำไมตั้งชื่อว่า 50 cent มันไม่เต็มดอลลาห์ คนไทยเขาจะถือว่า "ไม่เต็มบาท" แต่อีตานี้คนคงจะไม่ใช่ไม่เต็มบาทหรอก เพราะถ้าพูดถึงบาทน่ะ แกอาจจะมีหรือไม่มีไม่รู้ แต่ถ้าเป็นดอลลาห์ ก็ควรนับแกเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีได้เลย

"Shawty" เป็นแสลงที่ใช้เรียกผู้หญิง หรือให้ผู้ชายใช้เรียกแฟนตัวเอง คล้ายๆกับที่ภาษาไทยเราเรียกว่า "สาวน้อย" ที่จริงแล้วมันแผลงมาจาก "Shorty" ซึ่งแปลว่าเตี้ย คือสาวน้อยร้อยชั่งมักจะต้องตั้วเตี้ย ๆ (หรือเปล่า อิอิ)  จะว่าไป ถ้าหนักแค่ร้อยชั่งนี่ไม่ใช่แค่เตี้ยอ่ะ ลูกกรอกชัดๆ!

คำว่า "Shawty" นี่เป็นคำเกิดใหม่ เริ่มพูดครั้งแรกใน Atlanta บ้านเกิดของ "ไรอัน ซีเครส" พิธีการชื่อดังแห่ง American Idol แรกเริ่มเดิมทีใช้เรียกคนตัวเตี้ย หรือเรียกเด็ก ๆ ต่อมาจึงขยายไปสู่ที่อื่น ๆ แล้วก็กลายเป็นแสลงเรียกใช้ผู้หญิงที่น่ารัก หรือใช้เรียกแฟน ตามที่อธิบายนั่นแหละครับ แต่ว่าใช้สำหรับให้ผู้ชายเรียกผู้หญิงเท่านั้นนะ  สาวๆ อย่าไปเรียกแฟนตัวเองว่า Shawty เข้าให้ เดี่ยวเขาจะพาลคิดไปไหนต่อไหน "เธอว่าอะไรของช้านมันสั้นง้านเหรอ"  มีเฮแล้วงานนี้

ในความเห็นส่วนตัว ผมว่าคำนี้มันกลายพันธุ์จากคำที่ใช้เรียกท่านบรรหาร กลายเป็นคำที่ใช้เรียกน้องแบม(ของท่านบรรหาร ฮา...) ไปได้ก็เพราะว่า มันถูกใช้เป็นคำที่เรียกเด็ก ๆ มาก่อนด้วย ก็เด็ก ๆ จะต้องตัวเตี้ยกว่าผู้ใหญ่ ภาษาไทยเรายังเรียกว่าไอ้หนูเลย บางทีก็เรียกเจ้าตัวเล็ก

ในภาษาอังกฤษคำที่ใช้เรียกเด็ก กลายมาเป็นคำเรียกคนรักหรือเรียกผู้หญิงตั้งหลายคำแล้วครับ เช่น Baby, Sweetie, My little girl ดังนั้น คงไม่ใช่้เรื่องหรักหนาสาหัสที่ "Shawty" จะยกระดับของตัวเองจากคำที่ใช้เรียกเด็ก ๆ มาใช้เรียกสาวน้อยร้อยชั่งกับเขาบ้าง หลายๆ ครั้งที่ภาษามันบ่องบอกวิธีคิดของคนนะครับ สำหรับคำว่า Baby มันกลายเป็นคำที่ผู้หญิงใช้เรียกผู้ชายไปแล้วในปัจจับันนี้


คำที่ใช้เรียกผู้หญิงยังมีคำอื่น ๆ ที่นิยมใช้กันอีก เช่น "Chick", และ "ฺBreezie" คำแรกเราอาจเห็นบ่อยกว่า หลายๆคนอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่คำหลังนี่เห็นได้น้อยกว่า แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเพลง Hip Hop ตัวยงก็คงได้ิยินบ่อย ๆ เช่นกัน ก็จำเพิ่มไปอีกนิด เวลาไปได้ยินหรือได้อ่านจากที่ไหน เราก็จะรู้แล้ว ว่า อ่อ...คำนี้หมายถึงผู้หญิงนั่นเอง


*คำว่า don't give a fuck ในเพลงนี้ มีความหมายเหมือน don't give a damn หรือ don't give a shit ที่ผมเคยนำเสนอไปในตอนอื่นแล้วนะครับ ลองไปหาอ่านดู

พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

อ้อ..ลืมบอกไป ใครตาม Tweet ของผมจะพบกับคำศัพท์ แสลง หรือ idioms แปลกๆ อยู่เสมอ ทุกครั้งที่ผมได้ยินได้ฟังคำแปลกๆ ก็จะ Tweet พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ทันที แล้ววันหลังผมก็จะเก็บเอามาขยายความใน Blog อีกที  ถ้าใครจะตาม (follow) twitter ของผมก็ mikky2012 นะครับ

สำหรับแฟนๆที่อ่านจาก http://247live.blogspot.com/ ผมได้ทำปุ่มให้ Follow Twitter ไว้ที่ลิงค์ด้านขวามือแล้วครับ ส่วนท่านที่อยากทราบความหมายของคำ ๆ ไหนจะส่ง e-mail มาถามเหมือนเดิม หรือจะมาทาง Twitter ก็ได้ครับ ตามสะดวก

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ภาษาพาเพลิน ตอน "รวมคำย่อยอดฮิต"

OMG, BRB, WTF, TTY, AKA, BTW, LOL, LMAO, ROTF และอื่นๆอีกมากมาย

ผมได้นำเสนอคำย่อไปบ้างแล้วในบางตอน แต่ว่าใน 1 ตอนมันมีแค่ 1 คำ จึงมีความรู้สึกว่ามันคงจะไม่จุใจผู้อ่าน ทำไมไม่รวมเอาไว้เยอะๆ ในตอนเดียวเลย

ปัจจุบันนี้คำย่อได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะใน "ภาษา chat" บ้างก็ว่าเป็นการทำภาษาวิบัติ ตรงนี้ผมคงบอกว่าแล้วแต่มุมมองนะครับ สำหรับผมเรียกมันว่า "วิวัฒนาการของภาษา" (ท่านสามสีจะโกรธไหมเนี่ย) ไม่ใช่แค่เรียกโก้ๆนะครับ แต่มันเป็นวิวัฒนาการจริงๆ มันเกิดขึ้นเนื่องมาจากวิธีการติดต่อสื่อสารที่เปลี่ยนไป ถ้าเราจะเรียกมันว่า "วิบัติ" เราก็ต้องถือว่า คำสุภาพๆอย่างคุณ,ผม,เรา,นาย,เธอ,ที่รัก พวกนี้ต้องถือว่าวิบัติกันหมด เพราะไม่มีในภาษาไทยสมัยก่อนเลย ในสมัยพ่อขุนรามฯ เราใช้สรรพนามว่า "มึง" และ "กู" เท่านั้น เวลาคุณสามีเรียกคุณภรรยาก็ไม่ได้เรียกที่รักอย่างสมัยนี้ แต่เรียกอีแดง อีเขียว อีเย็น แล้วแต่ภรรยาจะชื่ออะไร แต่ปัจจุบันเราบอกว่าภาษาพ่อขุนรามนี้ช่างไม่สุภาพเอาเสียเลย การเปลี่ยนแบบนี้มันต่างอะไรกับแบบที่เรียกว่าวิบัติล่ะครับ เดี๋ยวจะยาวเกินไป ผมขอเข้าเรื่ิองคำย่อก่อน แล้วไปว่ากันต่อเรื่องวิบัติในตอนท้าย

รวมคำย่อที่ยังใช้ในปัจจุบันทั่งในการแช็ทการเขียนทั่วไป และบางที่ก็ในการพูดด้วย(มีมากกว่านี้ แต่บางคำเขาไม่ใช้แล้วผมก็ไม่เอามาลงครับ)

A
A3 Anytime, anywhere, any place
AAK Asleep at keyboard
AAP Always a pleasure
AFK Away from keyboard
AKA Also known as
AMOF As a matter of fact
ASL Age/sex/location
ATB All the best
ATM At the moment
AYDY Are you done yet?
AYSOS Are you stupid or something?
AYS Are you serious?
AYT Are you there?

B
B2W Back to work
B/F Boyfriend
B4 Before
B4N Bye for now
BA Bad arse (ass)
BBL Be back later
BHL8 Be home late
BION Believe it or not
BOL Best of luck
BRB Be right back
BRD Bored
BTA But then again
BTW By the way

C
CB Coffee break
CMB Call me back
CMIIW Correct me if I'm wrong
CRBT Crying really big tears
CSL Can't stop laughing
CU See you
CUL See you later
CUL8R See you later
CYO See you online

D
DIKU Do I know you?
DL Download
DM Doesn't matter
DNC I do not understand (does not compute)
d00d Dude
DTS Don't think so
DUR Do you remember?

E
E1 Everyone
E123 Easy as one, two, three
EOD End of discussion
EOL End of lecture
EOM End of message
EZ Easy

F
F2F Face to face
FC Fingers crossed
FYEO For your eyes only
FYA For your amusement
FYI For your information

G
G/F Girlfriend
G2CU Good to see you
G2G Got to go
GA Go ahead
GB Goodbye
GFI Go for it
GF Girl friend
GG Gotta Go
GGP Got to go pee
GL Good luck
GN Good night
GNSD Good night, sweet dreams
GOI Get over it
GR8 Great
GRATZ Congratulations
GTG Got to go

H
H8 Hate
H&K Hugs & kisses
HAND Have a nice day
HRU How are you?
HTH Hope this helps
HUB Head up butt
HW Homework
HMU Hit me up!
I
I2 I too (me too)
IC I see
IDK I don't know
IDTS I don't think so
ILU I love you
ILY I love you
IMO In my opinion
IMS I am sorry
IOW In other words
IYO In your opinion
IYSS If you say so

J
JAM Just a minute
JFF Just for fun
JIC Just in case
JLMK Just let me know
JMO Just my opinion
JTLYK Just to let you know
JW Just wondering

K
K Okay
KK Knock, knock
KK Okay, Okay!
KB Keyboard
KEYA I will key you later
KEYME Key me when you get in
KFY Kiss for you
KOTC Kiss on the cheek
KOTL Kiss on the lips
KNIM Know what I mean?

L
L2G Like to go?
L8R Later
LH6 Let's have sex
LMAO Laughing my arse (ass) off
LMK Let me know
LOL Laughing out loud
LOLO Lots of love
LQTM Laughing quietly to myself
LTD Living the dream
LTNS Long time no see
LY Love you
LYSM Love you so much

M
M8 Mate
MC Merry Christmas
MEGO My eyes glaze over
MUSM Miss you so much
MYOB Mind your own business

N
n00b Newbie
N2M Nothing too much
NBD No big deal
NE Any
NE1 Anyone
NFM None for me / Not for me
NM Never mind
NO1 No one
NOYB None of your business
NP No problem

O
OIC Oh, I see
OJ Only joking
OM Oh, my
OMG Oh my God
OMW On my way
OOH Out of here
OOTD One of these days
OOTO Out of the office
OP On phone
OTB Off to bed
OTFL On the floor laughing
OTL Out to lunch
OTOH On the other hand
OTP On the phone
OTT Over the top

P
PAW Parents are watching
PCM Please call me
PEEPS People
PIP Peeing in pants (laughing hard)
PITA Pain in the arse (ass)
PL8 Plate
PLMK Please let me know
PLS Please
PLU People like us
PLZ Please
PM Private Message
PMFI Pardon me for interrupting
POV Point of view
PPL People
PRON Pornography
PTMM Please tell me more
PXT Please explain that

Q
Q Queue
QIK Quick
QL Quit laughing
QQ (qq) Crying eyes
QQ Quick question
QT Cutie

R
RLY Really
RME Rolling my eyes
ROFL Rolling on floor laughing
ROFLMAO Rolling on the floor, laughing my arse off
ROTFL Rolling on the floor laughing
RSN Real soon now
RTMS Read the manual, stupid
RTSM Read the stupid manual
RU Are you?
RUMOF Are you male or female?
RUT Are you there?
RUOK Are you okay?
RYS Read your screen
RYS Are you single?

S
S2S Sorry to say
SAL Such a laugh
SBT Sorry 'bout that
SDMB Sweet
SH Same here
SH^ Shut up
SIG2R Sorry, I got to run
SIT Stay in touch
SOAB Son of a bitch
SOL Sooner or later
SOMY Sick of me yet?
SorG Straight or gay?
SOS Help
SPST Same place, same time
SRY Sorry
SS So sorry
SSDD Same stuff, different day
SSINF So stupid it's not funny
ST& D Stop texting and drive
STFU Shut the fuck up
STR8 Straight
SUITM See you in the morning
SUL See you later
SUX It sucks
SWAK Sent (or sealed) with a kiss
SWALK Sent (or sealed) with a loving kiss
SYL See you later
SYS See you soon

T
T4BU Thanks for being you
TA Thanks a lot
TAFN That's all for now
TAM Tomorrow a.m.
TAU Thinking about you
TBC To be continued
TBD To be determined
TBH To be honest
TBL Text back later
TC Take care
TCOY Take care of yourself
TDTM Talk dirty to me
TFS Thanks for sharing
THX Thanks
TLK2UL8R Talk to you later
TL Too long
TMB Text me back
TMI Too much information
TMOT Trust me on this
TMTH Too much to handle
TOJ Tears of joy
TOU Thinking of you
TOY Thinking of you
TPM Tomorrow p.m.
TSNF That's so not fair
TU Thank you
TTYL Talk to you later
TTYS Talk to you soon
TY Thank you
TYVM Thank you very much

U
UDM You da man
UFB Un fucking believable
UFN Until further notice
UGTBK You've got to be kidding
UR Your / You're
URA* You are a star
URH You are hot (U R Hot)
USU Usually
UW You're welcome

V
VBS Very big smile
VM Voice mail
VN Very nice

W
W@ What?
W/ With
W3 WWW (Web address)
W8 Wait
WAH Working at home
WAJ What a jerk
WAM Wait a minute
WAYF Where are you from?
WB Welcome back
WBU What about you?
WCA Who cares anyway
WE Whatever
WDYT What do you think?
WITW What in the world
WRT With regard to
W/O Without
WTB Wanted to buy
WTG Way to go
WTF    What the fuck.
WU What's up?
WUF Where are you from?
WUP What's up?
WYD What (are) you doing?


X
X Kiss
X! Typical woman
XME Excuse Me
XLNT Excellent

Y
Y? Why?
Y2K You're too kind
YF Wife
YGG You go girl
YIU Yes, I understand
YNK You never know
YR Yeah right
YSYD Yeah sure you do
YT You there?
YW You're welcome

Z
Z% Zoo
ZH Sleeping hour
ZOT Zero tolerance
ZUP What's up?
ZZZ Sleeping (or bored)

Others
? I have a question
?4U I have a question for you
14AA41 One for all, and all for one
1DR I wonder
2G2BT Too good to be true
4COL For crying out loud
4EAE Forever and ever
6Y Sexy

ครับ ครบถ้วนกระบวนความ ผมแนะนำว่าเราไม่ควรไปท่องจำมัน คือถ้าคำมันจะเกิดเราจะได้เห็นคนเอาไปใช้ แล้วพอเราสงสัยก็มาเปิดดูแล้วจะจำได้เอง แต่ถ้าพยายามจำให้ได้ แล้วใช้ "พร่ำเพรื่อ" บางทีอาจเป็นที่รำคาญของคนที่คุยด้วยครับ คนบางคนเขาก็แอนตี้มากๆเลย เพราะเขารับรู้มาว่าคำพวกนี้จะทำให้ภาษาวิบัติ

ผมได้บอกในตอนต้นแล้ว ผมเรียกมันว่า "วิวัฒนาการทางภาษา" หลายๆคำมันจะตายไปเอง อย่างในบ้านเรา 30 ปีที่แล้วมีคำว่าเด็กฮาร์ท ตามมาด้วยเด็กซิ่ง ขาโจ๋ วัยจ๊าบ และวัยใส คำพวกนี้เคยใช้เรียกวัยรุ่นไทยในแต่ละยุคสมัย ถ้าศึกษาดูดีๆ จะเห็นว่ามันมีความเป็นวิชาการร่วมอยู่ด้วย เพราะมันได้บ่งบอกลักษณะร่วมบางอย่างของเด็กไทยในแต่ละยุคเอาไว้ แต่ในที่สุดคำเหล่านั้นมันก็ตายไปเอง ตามธรรมชาติ อย่างชิมิ ชิมิ จะว่าไปมันตายไปแล้ว แต่ท่านสามสีดันทะลึ่งไปขุดขึ้นมาอีก แต่นักวิชาการจริงๆ ตั้งหน้าตั้งแต่แอนตี้มันมากจนเกินไป จึงไม่ได้ศึกษาความเป็นวิชาการจากมัน น่าเสียดาย และถือว่าพวกคุณไม่ได้ทำหน้าที่ "นักวิชาการ" เลย

ธรรมชาติของการพิมพ์คุยกันทางอินเตอร์เน็ต แน่นอนว่าเราไม่เห็นหน้ากัน จึงไม่สามารถสื่ออารมณ์ทางสายตาหรือทาง body language กันได้ จึงมีการคิดค้นการแสดงอารมณ์ออกมาทางคำที่พิมพ์ เช่น "คิดถึงมาก" มันแห้งๆไปไหมครับ แต่ถ้า "คิดถึงมวากกกส์" มันให้ความรู้สึกว่ามันมากจริงๆ และมีความสนิมสนมคุ้นเคยรวมอยู่ในนั้นเสร็จสรรพ ทางฝรั่งเขาก็มี Muahhh! แสดงการจุจุ๊บกัน.. แล้วผมควรเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าวิวัฒนาการไหมครับ

ในปัจจุบันมีการใช้ emoticons ในการบอกอารมณ์ผู้พูด นี่ก็เป็วิวัฒนาการอย่างหนึ่ง ที่พัฒนามาจาก วิธีการแบบเก่าที่ใช้ตัวอักขระมาประกอบกันเพื่อแสดงอารมณ์ เช่น :-) แทนการยิ้ม :-p แทนการแลบลิ้นเป็นต้น เพราะการแสดงอารมณ์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการสื่อสารไงล่ะครับ แล้วคำที่เรียกว่าวิบัติทั้งหลายเหล่านั้น มันล้วนเกิดจากการที่ีคนอยากเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่หายไปจากการสื่อสารทั้งนั้น รวมทั้ง ชิมิ ชิมิ ก็เป็นการเติมเต็มอารมณ์ของการสนทนาที่หายไปเช่นเดียวกัน

จะใช้อย่างไรก็ตาม ให้คำนึงถึงกาละเทศะเป็นสำคัญ ถ้าคุณไป ชิมิ ชิมิ ตอนสัมภาษณ์งาน ผมคงไม่ต้องบอกหรอกว่าไม่เหมาะ และเชื่อว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้เขาก็รู้กันอยู่แล้ว ผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถ้าคำมันจะเกิดมันก็จะเกิด ถ้ามันจะตายมันก็ตาย สมัยคุณปู่ยังหนุ่ม เขาใช้คำว่า "มะ" แทนคำว่า "เทห์" ในสมัยนี้ แหมกางเกงตัวนี้มะจังเลยเธอ คุณทวดได้ยินแล้วก็ว่า ไอ้เด็กสมัยนี้(นั้น) มันพูดภาษาอะไรกันฉันไม่เข้าใจ แล้วพอมาถึงรุ่นเหลนเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ เพราะคำมันตายไปกับกาลเวลาตั้งแต่รุ่นปู่นั่นแหละ ถ้าสมัยนี้มันก็ต้องเสื้อตัวนี้กิ๋บเก๋สุดๆ

ถ้าเราซีเรียสกันมาก ป่านนี้เราคงจะยังเรียกน้ำมะนาวว่า "น้ำมะเน็ด" (มาจาก เลมอนเนด ในภาษาอังกฤษ) หรือเรียกไขควงว่า "สกรูไร" กันต่อไป ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่าไหม?

พบกันใหม่ตอนหน้า

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "HMU"

HMU ไม่ได้อ่านว่า "หมู" หรอกนะครับ แม้ผมจะชอบอ่านคำคำนี้ว่าหมู แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาอ่านตาม (ไม่ได้หวง ..แต่มันผิดคัรบ)

เวลานี้อะไรๆก็หมูสำหรับนายกอภิสิทธิ์ไปหมด พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากทุกคดี และยังมีผลการเลือกตั้งซ่อมเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้นนายกก็ยังต้องเผชิญศึกภายในพรรค เมื่อกุนซือซ้ายขวาต้องแตกหัก ถึงขั้นจะต้องเลือกไว้เพียงหนึ่งเรื่องมันจึงไม่ "หมู" อีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้เลขาธิการนายก นายกอร์ปศักดิ์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง เมื่อเหตุการณ์มันไม่หมูเช่นนี้ วันนี้ผมจึงนำเสนอคำว่า "หมู" เสียเลย(ย้ำอีกครั้ง ผมอ่านเล่นๆโปรดอย่าอ่านตามนะครับ)

มีผู้อ่านส่งอีเมลล์มาบอกว่า เวลาผมเขียนแต่ละเรื่อง ผมนอกเรื่องมากไป ไม่เหมาะกับการที่เขาเพียงแค่อยากรู้ความหมายของคำตามหัวข้อ แล้วเขาต้องไปอ่านเรื่องอื่นนานมากๆ ผมอ่านแล้วก็เห็นด้วยนะครับ ผมขออธิบายอย่างนี้ครับ ที่ผมใส่เรื่องต่างๆที่เป็นสถานการณ์ปัจุบันลงไป เมื่อกลับมาอ่านวันหลังเราจะรู้ว่า สถานการณ์ในขณะที่เขียนมันมีสภาพเป็นอย่างไร มีอะไรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นบ้าง ก็เอาเป็นว่าผมจะฝอยน้อยลง แล้วเข้าเนื้อหาให้เร็วขึ้น แต่จะตัดไปเลยมันคงจะไม่ครบถ้วนตามเจตนาผมนะครับ เราพบกันครึ่งทาง และขอบคุณที่อุตสาห์ติชมกันมาครับ

HMU คำนี้เป็นคำย่อ ที่ใช้กันตามยุคสมัยเลยครับ ใช้กันมากในปีนี้นี่เอง ดังนั้นเรียนรู้ไว้ ไม่มีเชยแน่นอนครับ HMU ย่อมาจาก Hit me up. การใช้ค่อนข้างจะอยู่ในเรื่องของการสื่อสาร ใช้ชวนสาวๆไปออกเดทก็ได้ หรือการบอกให้ติดต่อฉันด้วย หรือบอกว่าชวนฉันไปด้วย เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่าครับ

"Just hit me up on my cellphone, I'll pick up it right away."
- แค่โทรมาเข้ามือถือฉัน ฉันจะรับทันที
(Right away แปลว่า ในทันที, เผื่อว่าผู่อ่านบางคนอาจจะยังไม่รู้ครับ)

"He tried to hit me up for a loan"
- เขาพยายามเข้าถึงฉันเพื่อการกู้ยืมเงิน
สำหรับตัวอย่างนี้ มันค่อนข้างจะไม่ได้ใช้ในแบบที่เขากำลังฮิตๆกันอยู่ในขณะนี้ แต่เราก็ควรทราบไว้ครับ อย่าเรียนแต่คำฮิตๆครับ เดี๋ยวท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี(หรือท่านสามสี ภูเขาทอง ของผม อิอิ)จะน้อยอกน้อยใจเอา หาว่าไปทำภาษาวิบัติอีก ฮาาาาาาา จำไว้ว่า Hit up, Hit one up มันใช้แปลว่าการเข้าถึงอีกด้วย จะว่าไปถ้าเป็นภาษาอังกฤษแล้ว มันความหมายเดียวกันนะครับ เวลาเราติดต่อใครไม่ได้ในภาษาอังกฤษเราก็จะบอกว่า we could not reach you. แปลให้ตรงๆตัวมันก็เหมือนฉันเข้าถึงคุณไม่ได้ (ขอร้องเลย ว่าอย่าแปลแบบนี้ นี่แค่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า มันเหมือนจะเป็นคนละคำในภาษาไทย แต่มันไม่ต่างกันในภาษาอังกฤษ)

"Honey, Please hit me up with that super car"
- ที่รัก, โปรดปนเปรอฉันด้วยรถซูเปอร์คาร์คันนั้น (ลิเกจังวุ้ย)
เอาเป็นว่าไปแต่งความหมายภาษาไทยเพราะๆเอาเองนะครับ คือใช้ในความหมายว่าเติมเต็มความต้องการ,หรือปรนเปรอ,สนองตัญหา,อะไรประมาณนั้นล่ะครับ ประโยคนี้เธอไม่ได้ขอให้ขับรถซูปเปอร์คาร์ชนเธอนะครับ อันนั้นมันก็โรคจิต ซาดิสม์ไปนิดส์หนึ่ง

ในประโยคเดียวกันนี้ เมื่อคุณเป็นผู้ชายที่ถูกหวานใจขอให้ถอยรถซูเปอร์คาร์ให้ แต่คุณยังไม่มีปัญญาซื้อให้เธอตอนนี้ แต่พ่อบุญทุ่มอย่างคุณก็พร้อมที่จะซื้อให้วันหลัง คุณอาจปฏิเสธว่า "Oh..no I've just boughten you a diamond ring, please hit me up next year before your birthday" ไม่เอาน่าผมเพิ่งซื้อแหวนเพชรให้คุณไป คุณเตือนผมอีกที่ปีหน้าก่อนวันเกิดคุณแล้วกัน ..แหมคนมันรวยช่วยไม่ได้จริงๆ จะเห็นว่าความหมายมันคือจะเตือนฉันอีกทีวันหลัง

ความหมายก็มีอยู่ประมาณนี้แหละครับ แต่ที่เขาฮิตๆกันจริงๆ ตาม Social Network ต่างๆ จะใช้ในความหมายของการติดต่อเป็นส่วนใหญ่ครับ ใช้ได้ทั้งทางโทรศัพท์, ทาง Instant messaging, หรือการติดต่อทางไหนก็ได้ครับ เช่นเพื่อนคุณอาจจะโทรหาคุณไม่ติดเลย เพราะคุณมัวแต่โทรคุยกับกิ๊กใหม่ เขาจึงไปโพสต์ในเฟสบุ๊คของคุณว่า Hey man, HMU when you get a chance. จะเห็นว่าเพื่อนคุณไม่ได้ระบุว่าให้ติดต่อทางไหน คุณจะโทรจิตไปเพื่อนคุณก็ไม่ว่าหรอก(แต่อาจจะช๊อคตายก่อน)

HMU มันจะฮิตกันขนาดไหนกันเชียว? เอาเป็นว่าดูรูปประกอบด้านล่างนี้ เป็นสถิติคำที่ใช้เป็น status บน Facebook มากที่สุด ในปี 2010 คุณคงเห็นแล้วว่า มันอยู่อันดับที่เท่าไหร่
 



พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีครับ

Contacts
e-mail: sup_ch@hotmail.com
twitter: mikky2012

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ภาษาพาเพลิน ตอน "Once in a blue moon"

*บทความนี้เป็นบทความเก่าที่เขียนเมื่อ 25 December 2007 ย้ายบ้านมาไว้ที่นี่ เพื่อรวบรวมให้อยู่ในที่เดียวกัน ในบทความบางส่วนมีการอ้างถึงคุณสมัคร สุนทรเวช และในโอกาสที่ท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว ผมขอแสดงความไว้อาลัย ในฐานะที่ท่านเป็นปูชณียบุคคลทางด้านการเมืองคนหนึ่ง ที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างมากมาาย ขอให้ความสงบตลอดชัวนิจนิรันด์ จงมีแด่ดวงวิญญาณของ "สมัคร สุนทรเวช"

 

Once in a blue moon.

สำนวน ในวันนี้เป็นสำนวนที่ผมไม่เคยเห็นมานานแล้ว ทั้งในหนังสือ หรือว่าในบทสนทนาต่าง ๆ  เคยเรียนมาตอนอยู่ ม ปลาย แต่มาได้ยินอีกครั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หลังจากนับคะแนนเลือกตั้งไปได้จำนวนหนึ่ง และพรรคพลังประชาชน มาที่หนึ่งแน่นอนแล้ว

จำ ไม่ได้ว่า นักข่าวต่างประเทศสำนักข่าวไหน ถามท่านหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้หัวหน้าพรรคเล็กที่ร่วมจัตตั้งรัฐบาลจะเป็นนายก แทนที่จะเป็นตัวคุณสมัครเอง ตรงนี้คุณสมัครตอบไปว่า มันเป็นไปได้ยาก แล้วก็อธิบายต่อว่ามันเคยเกิดขึ้นนานมาแล้วสมัยท่านคึกฤทธิ์ แต่มันยากที่จะเกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลคราวนี้ และนายกรัฐมาตรีต้องเป็นตัวคุณสมัครเองเท่านั้น

คุณสมัครใช้ประโยคว่า "It happens only once in a blue moon" ในการอธิบายความว่า มันเป็นไปได้ยากหรือไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ

ตัวอย่าง
- It's like once in a blue moon the election winner's party could not form the goverment (มันเป็นไปได้ยากที่พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้)


คุณ สมัครเป็นตัวอย่างที่ดีของคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษ เพราะลักษณะการพูดมั่นอกมั่นใจ ไม่ติดขัด สื่อสารรู้เรื่องดี ตรงนี้เป็นส่วนที่คนไทยขาดไป ที่ไม่ค่อยกล้าพูด กลัวผิดแกรมม่า กลัวผิด tense ก็เลยพูดไม่ได้ แล้วคนไทยก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เสียดี ซึ่งส่งผลกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย เราเทียบกับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ เวียดนาม ไม่ได้เลย จะว่าไปจริง ๆ แล้ววันที่ฟังคุณสมัครแถลงก็จับได้ว่าแกพูดผิดพูดถูกบ้าง เช่นคำว่า coup* คุณสมัครแกออกเสียงว่า "คู๊ป" (ออกเสียผิดเล็กน้อย) แต่ผมว่าฝรั่งเขาฟังแล้วเขาก็เข้าใจ เขาก็รู้ว่า ภาษาอังฤษ ไม่ได้เป็น Mother language (ภาษาแม่) สำหรับคนไทย ขนาดจอร์จ บุช ยังพูดผิดพูดถูก แล้วเราจะไปกลัวทำไม

กล้าพูดเข้าไว้ ไม่ต้องกลัวพูดผิด ภาษาอังกฤษเอาไว้สื่อสาร ไม่ได้เอาไว้โชว์ว่าสำเนียงดีเหมือนจบ Oxford ครับ.

---------------------------------------------
* coup อ่านว่า คูป์ (ไม่ออกเสียง ป ปลา) มาจากคำว่า Coup d' e' Tat (คู เด ท่าท์) แปลว่าการทำรัฐประหาร



ภาษาพาเพลิน ตอน "Fire in the hole"

ครั้งหนึ่งหลายปีมาแล้ว ไปดูภาพยนต์เรื่องเกี่ยวกับกำเนิดของพระเยชู ซึ่งในเรื่องมีการแปลคำว่า "Halo" ว่า "ฉัพรรณรังษี" พอกลับบ้านก็เลยไปโพสต์ในห้องเฉลิมไทยของเวบพันทิป ว่าทำไมเขาแปลแบบนี้ คือว่ามันผิด ผลปรากฏว่า ... ปรากฏว่าโดนรุมด่าน่ะสิ โทษฐานที่ไปรู้ดีกว่านักแปลชื่อดัง ..แล้วคนที่แปลเรื่องนี้เขาก็ดังจริงๆ ผมว่าเขาเก่งภาษาอังกฤษมาก ถึงมาทำงานแปลบทภาพยนต์ได้ แต่บางทีเขาอาจจะไม่เก่งภาษาไทย ก็เป็นไปได้กระมัง!!

คำว่า "ฉัพรรณรังสี" คือรัศมีอันประกอบด้วยแสงหกประการ ที่จะเปล่งรัศมีออกมาจากพระวรกายของพระพุทธเจ้า เป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ (ฉพ แปลว่า 6 ในภาษาบาลี) ดังนั้นในหนังเรื่องนั้นจะอธิบายรัศมีรอบศรีษะของพระเยซูว่าฉัพรรณรังสี ก็ดูจะเป็นการกล่าวตู่เอาคุณลักษณะเฉพาะของพระพุทธเจ้ามาใช้อธิบาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ถูก และยังไม่ควรอีกด้วย อันนี้ไม่ได้พยายามจะพูดว่าศาสดาของศาสนาใหนสำคัญกว่า แต่อยากจะบอกว่างานแปลบทภาพยนต์ มันเป็นงานสาธารณะ ที่มีผู้ชมมาก ดังนั้นผู้แปลจึงต้องระมัดระวัง ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจต้องค้นคว้าก่อน ก็เข้าใจอยู่ว่า ไม่มีใครรู้อะไรไปหมดทั้งโลก แต่ทำการบ้านบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ชมที่เสียเงินไปดูครับ

หัวเรื่องในวันนี้คือคำว่า "Fire in the hole" ใช่ครับ มันเป็นคำที่ผมจำมาจากภาพยนต์ที่แปลแล้วทำให้งงอีกเช่นเดียวกัน ปกติก็ไม่ได้เห็นศัพท์นี้เป็นการทั่วไป แต่เรียนรู้เอาไว้ก็อาจะมีประโยชน์ เพราะว่าพบในภาพยนต์หลาย ๆ เรื่อง เท่าที่ผมจำได้ก็มีเรื่อง "X-Men" และเรื่อง "Over the hedge" ที่จริงก็มีอีกนะ แต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว ทุกๆเรื่องจะแปล Fire in the hole ว่า "ไฟในหลุม" หรือไม่ก็ "ไฟในรู" โดยที่ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไรบ้างเลย ว่าคนดูเขาจะรู้เรื่องใหม



ที่ มาของมันอยู่ไกลมาก ย้อนหลังไปถึงต้นศตวรรษที่ 20 อาชีพทำเหมืองเป็นงานที่อันตรายและคนไม่อยากทำมากที่สุด (จริงๆแล้วศตวรรษนี้มันก็ยังอันตรายอยู่ดีนั่นแหละ) มักจะมีคนแขนขาด ขาขาด หรือถึงขั้นเสียชีวิต จากระเบิดที่ใช้ในการระเบิดหิน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น ทีมที่จุดระเบิด จะตะโกนบอกคนอื่น ๆ ว่า "Fire in the hole" ก่อนจะทำการจุดระเบิด (คำว่าจุดระเบิดภาษาอังกฤษเรียกว่า Detonation

ต่อ มามันได้ถูกใช้อย่างเป็นทางการ เพราะว่าเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในตรากฏหมายของรัฐหลาย ๆ รัฐที่มีการทำเหมือง ยกตัวอย่างเช่นรัฐอิลินอยส์ (ไม่รู้คนรัฐนี้มันนอยกันั้งรัฐหรือเปล่าหนอ อิอิ) ระบุว่า “The shot firer must give a loud, verbal warning such as ‘fire in the hole’ at least three times before blasting” (ต้องให้คนจุดระเบิด เตือนทางวาจา ด้วยเสียงอันดัง เช่นคำว่า "Fire in the hole" สามครั้งก่อนทำการระเบิด) และด้วยการที่มันเป็นข้อความทางกฏหมายนี่เอง เป็นการช่วยยืนยันว่า เขาสะกดอย่างนี้(จริง ๆ นะ) เพราะว่ามีคนที่เข้าจะผิดคิดว่าเป็น "Fire in the hold"

และ ต่อมาอีก ประมาณปี 1940 มันได้ถูกนำมาใช้เป็นศัพท์ทางการทหาร ด้วยความหมายเดิม คือเป็นการเตือนให้ระวัง,และเตรียมพร้อม โดยเริ่มจากกองทหารปืนใหญ่ จะตะโกนคำว่า "Fire in the hole" ก่อนจะยิงปืนใหญ่ และก็ยังพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันทหารราบก็ใช้คำว่า "Fire in the hole" ก่อนทำการโยนระเบิดเข้าไปในที่เป็นพื้นที่ปิด ซึ่งอาจจะมีแรงสท้อนกลับของแรงระเบิดได้ ภายหลังก็ได้แพร่หลายในหมู่ทหารอื่น ๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่จะยิงปืนใหญ่ โยนระเบิด ก็จะใช้ว่า "Fire in the hole" กันทั้งหมด ตรงนี้ผมเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเพราะเป็นช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง คนงานเหมือนถูกเกณฑ์มาเป็นทหารกันมาก มันก็เลยถูกนำมาใช้กับการทหารไปด้วย

ต่อ มา ในศตวรรษที่ 21 นี่เอง ที่มันกลายเป็นคำฮิตในหมู่พลเรือน อาจะเป็นเพราะว่าภาพยนต์สงครามออกฉายหลายเรื่องก็ได้ ทำให้คนจำมันติดหู และเอาไปใช้กับลักษณะอาการที่จะโยนสิ่งของออกไป อาจจะโยนให้คน หรือโยนไปในที่ว่าง ๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน มีร้านฟาสต์ฟูตหลาย ๆ แห่ง ที่โยนเครืองดื่มกระป๋องให้ลูกค้า ก็จะพูดว่า "Fire in the hole" เป็นการบอกให้ลูกค้าเตรียมรับสินค้า และในศตวรรษนี้ผู้ที่ใช้มันมากที่สุด ก็ไม่ใช่ทหารอีกต่อไป แต่เป็นวงการภาพยนต์ ทีมงานที่ทำ Special Effect จะใช้ "Fire in the hole" ทุกครั้งที่จะทำการระเบิด นอกจากจะให้ทีมงานระวังตัวแล้ว ยังเป็นการเตือนช่างกล้องทุกตัว ไม่ให้พลาดช๊อตสำคัญ เพราะถ้าพลาดไปต้องมาติดตั้ง Special Effect กันใหม่หมด อีกวงการหนึ่งที่ใช้มากก็คือเกมส์ออนไลน์ครับ เกมส์หลาย ๆ เกมส์ที่เป็นแนว ยิงปืน, ปาระเบิด เช่น Counter Strike(CS) เป็นต้น ผมว่าใน CS เขาพูดบ่อยไป จนออกจะน่ารำคาญไปแล้ว

และ "Fire in the hole" ก็ยังถูกใช้ไปในเชิงล้อเลียนอีกด้วย เช่นการผายลม ถ้าคุณด้านพอ ก่อนจะผายลม ก็ตะโกนบอกเพื่อน ๆ ก่อนว่า "Fire in the hole" เพื่อนๆ จะได้หนีกันทันครับ ถึงจะไม่ทำให้แขนขาขาด แต่มันก็เป็นมลภาวะทางอากาศ(หรืออาจะมลภาวะทางเสียงด้วยในบางกรณี)เตือนกันเสีย
ก่อน มันก็ดูดีมีมารยาทดีนะครับ พวกที่ใช้เชิงล้อเลียนแบบนี้ มีอีกมากครับ คงจะอธิบายกันใหม่หมด และส่วนใหญ่มันก็จะลงไปใต้สะดือแทบทั้งนั้น ยังไม่อยากเขียนบทความ 18+ ครับ 555

วันนี้เราได้รู้จักพัฒนาการของคำว่า "Fire in the hole" อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 ถึง ศตวรรษที่21 พบกันใหม่ตอนหน้าครับ

ภาษาพาเพลิน ตอน "On the tip of my tongue"

บิกจิ๋ว คือชื่อที่สื่อมวลตั้งให้กับพลเอก "ชวลิต ยงใจยุทธ" ช่วงหลัง ๆ ท่านดังขึ้นกว่าเดิม เพราะว่ามีชนักติดหลัง ที่มักจะโดนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามเอามาตีเป็นประจำ นั่นคือเรื่อง "สภาเปรซิเดียม"  ที่มาที่ไปมันเริ่มจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวคิด "ขวาจัด" ได้เคยชี้หน้าด่าบิกจิ๋วว่า "เป็นผู้นิยม สภาเปรซิเดียม" จากนั้นคำ ๆ นี้มันจึงติดหลัง พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นต้นมา

สภาเปรซิเดียม คือชื่อของสภาที่ใช้ปกครอง ประเทศรัสเซีย ภายหลังจากที่ "เลนิน" ผู้นำพรรคคอมมิวนิวต์รัสเซีย (พรรคบอลเชวิค) ล้มราชวงศ์โรมานอฟลงในปี 1917 พระเจ้าซาร์ นิโคลัส พร้อม พระราชินี อเล็กซานดรา รวมถึงพระโอรส พระธิดา ถูกปลงพระชนม์หมดทั้งราชตระกูล .. มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาอีกว่า ตอนนั้น พระเจ้าซาร์ เตรียมการจะหนีมาเมืองไทยส่งเรือขนส่งสิ่งของมาล่วงหน้าถึงประเทศไทยแล้ว แต่ก็ถูกปลงพระชนม์เสียก่อน จึงไม่มีโอกาสได้มา ในเรือมีทองคำเต็มลำเรือ ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครอง ทองคำและสมบัติพัสถานเหล่านั้น แต่อันนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าเฉย ๆ ไม่มีหลักฐานได ๆ ทั้งสิ้น  รายละเอียดเรื่องการล้มราชวงศ์โรมานอฟ จะเอาไว้เล่าวันหลังต่อ 



ต้น สายปลายเหตุที่คำว่า "สภาเปรซิเดียม" เป็นชนักติดหลังบิกจิ๋ว ก็เพราะผู้พูด (ทั้งนักการเมือง, และสื่อมวลชล) ต้องการจะเชื่อมโยงความเป็นผู้มีแนวคิด "ซ้ายจัด" พร้อมทั้งแนวความคิดเรื่อง "ล้มเจ้า" ให้กับพล.อ ชวลิตร ยงใจยุทธ ซึ่งในช่วงที่การเมืองอ่อนไหว เช่นนี้ เราทุกคนควรฟังหูไว้หูมากกว่าที่จะเชื่ออะไรลงไป โดยไม่ไตร่ตรอง เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก

ระยะหลัง ๆ สื่อมวลชนพากันเรียกบิกจิ๋ว ว่า "พ่อใหญ่จ๋ว" ก็คงเป็นเพราะท่านมีอายุเกือบ ๆ จะ 80 ปีเข้าไปแล้ว คนในวัยนี้จะมีความหลง ๆ ลืมๆ เป็นปกติ แต่สำหรับพ่อใหญ่จิ๋ว แกพิเศษกว่าใคร เพราะแกถูกหาว่าเป็น "อัลไซเมอร์"  มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ก่อนที่แกจะแก่เสียอีก

อาการ หลง ๆ ลืม ๆ ไม่ใช่ว่าจะสงวนไว้ให้ แต่คนแก่ ๆ เขาเป็นกันเท่านั้น คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ก็เป็นกันมาก อุตสาห์ไปหาซื้อน้ำมันปลา (Fish oil) มาช่วยบำรุงสมอง ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น เพราะว่า "ลืมกิน" 555 ก็คนมันขี้ลืมอ่ะนะ ทำไงได้ เวลาที่เราเกิดอาการลืม ๆ แต่ว่ามัน "เกือบจะนึกออก" เรามักจะพูดว่า "ติดอยู่ที่ริมฝีปาก" สำนวนนี้ภาษาอังกฤษเขาจะใช้ว่า "On the tip of my tongue" เขียนย่อ ๆ ก็ได้ครับ "TOT"

Tip หมายถึง "ปลาย" หรือ "ส่วนปลาย" Tip of the finger คือปลายนิ้ว Tip of the nose คือ ปลายจมูก และแน่นอนว่า "Tip of the tongue" ก็คือปลายลิ้นนั่นเอง ดังนั้นสำนวนของบ้านเรา กับสำนวนของฝรั่งมังค่า ก็ใกล้เคียงกันเลยนะครับ เขาบอกว่าติดอยู่ที่ปลายลิ้น เราบอกว่า ติดอยู่ที่ริมฝีปาก

I saw the girl on TV, she is adorable, But I can't think of her name. It's on the tip of my tongue (ฉันพบผู้หญิงคนหนึ่งใน TV, น่ารักมาก แต่นึกชื่อไม่ออกน่ะ มันติดอยู่ทีริมฝีปากนี่เอง)

I can't remeber the last song that MLTR was singing lastnight, it's on the tip of my tongue. (ฉันจำไม่ได้ว่าเพลงสุดท้ายที่ MLTR* ร้องเมื่อคืนก่อนคือเพลงอะไร มันติดอยู่ที่มฝีปาก)

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลิน ตอน "Back for good"

ท่านรองนายกสามสี ภูเขาทอง (ไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ออกมาบ่นว่า เด็กไทยสมัยนี้พูดภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง ชิมิ ชิมิ ทำให้ภาษาไทยวิบัติกันไปใหญ่แล้ว แหม ..ท่านรองนายกอุตสาห์ออกมาพูดเอง จะไม่นำพาเลยมันก็กระไรอยู่ วันหยุดที่ผ่านมาจำต้องพาคนรู้ใจไปทานที่อาหารญี่ปุ่นร้านประจำ กำลังจะอ้าปากสั่ง ... ทันใดนั้น สำนึกรักบ้านเกิด ทำให้ฉุกคิดถึง คำพูดของท่านรองนายกขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนใจกระทันหัน  ...กรูไม่สั่งแล้ว "ซา..ชิมิ" เดี๋ยวภาษาไทยวิบัติหมด ชิมิ ชิมิ?  แต่ว่า ..ด้วยความเคารพท่านสามสี (ที่ไม่ใช่แมวที่บ้าน)  ที่จริงคนเขาก็เลิกพูดไปแล้ว ท่านนั่นแหละที่ไปทำให่คนเขาเอากลับมาพูดอีกครั้ง ผมขอให้ท่านสามสีถอนคำพูดด้วยครั่บ ทั่นประธาน.

ท่าน สามสีนี่เลิกเล่นการเมืองไปประมาณชาติหนึ่งเห็นจะได้ แต่ในยามที่ประชาธิปัตย์ กำลังจะวิบัติ (สงสัยสมาชิกพรรคคงจะท่อง ชิมิ ชิมิ แทนการสวดมนต์ก่อนนอน เลยวิบัติกันทั้งพรรค) ท่านสามสีจึงต้องสวมบทอัศวิน Come back กับมากอบกู้พรรคให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง โดยกลับมาเป็นหนึ่งในทีมเศรษกิจของพรรค แต่ว่าการกลับมาของท่านจะ "Back for good"  หรือไม่?

ครับ..เมื่อจั่วหัวกันแบบนี้ คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ ก็วันนี้เราก็จะคุยกันถึงคำว่า "Back for good" นั่นเอง รวมถึง "For good" ด้วย เช่น This shop is closed for good. ทำไมเขาต้องปิดร้านกันแบบดี ๆ ด้วย ร้านอื่นเขาปิดไม่ดีหรือไงนะ ในระหว่างที่กำลังเดา ว่ามันหมายความว่ายังไง เรามาทำความรู้จักกับเพลง "Back for good" กันดีกว่า :-

เพลงนี้เป็นของวง Take That ซึ่งได้ออกป็นซิงเกิ้ลประมาณกลางปี 1995 เป็น Single ที่ 2 ในอัลบัม Nobody Else และสามารถติด Top UK chart อยู่ถึง 6 สัปดาห์ นานพอสมควรเลยทีเดียว และถ้าจำไม่ผิดเพลงนี้ถูกคัฟเอวร์โดย Boyz II Men อีกด้วย (ถ้าผิด รบกวนช่วยบอกด้วยนะครับ คนเริ่มแก่มักจะหลง ๆ ลืม ๆ .. เน้นว่าเริ่มแก่ ..ไม่ใช่ว่าแก่นานแล้ว)




Back for good (by Take That)

I guess now it's time,
for me to give up,
I feel it's time,
got a picture of you beside me,
got your lipstick mark still on your coffee cup,
oh yeah,
got a fist of pure emotion,
got a head of shattered dreams,
gotta leave it,
gotta leave it all behind now,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

Unaware but underlined,
I figured out the story,
(no no)
it wasn't good,
(no no)
but in the corner of my mind,
(corner of my mind)
I celebrated glory,
but that was not to be,
in the twist of separation,
you excelled at being free,
can't you find,
(can't you find)
a little room inside for me,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it
I just want you back for good,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
Whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
You'll be right and understood,
(want you back, want you back)
I want you back for good,

And we'll be together,
this time is forever,
(forever)
We'll be fighting and forever we will be,
So complete in our love
We will never be uncovered again,

Whatever I said, whatever I did I didn't mean it,
I just want you back for good,
(want you back, want you back, want you back for good)
whenever I'm wrong just tell me the song and I'll sing it,
you'll be right and understood,
(want you back, want you back)
you see I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, I want you back for good,
whenever I'm wrong I'll tell you,
want you back, want you back,
you see I want you back for good,

Oh yeah,
I guess that now it's time,
that you came back for good...

จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้จะเอาเนื้อเพลงมาลงให้มันยาวทำไม แต่ก็เผื่อๆ ไว้ บางที่เผื่อใครไปหา MP3 มาได้ แล้วอยากจะร้องตามขึ้นมา ถือว่าเป็นโปรโมชั่นไปแล้วกันครับ!! 

คำว่า "Back for good"  มันหมายถึงการกลับมาอย่างถาวร (back permanently) คือกลับมาแล้ว จะไม่จากไปไหนอีก .. ในกรณีของท่านสามสี He may not back for good เพราะวัยดึกขนาดพูดไม่รู้เรื่องนี่ เขาเลิกเล่นการเมืองไปหลายคนแล้ว .. ผมไม่ได้ว่าท่านนะ จริง ๆ ผมรักท่านสามสี เพราะได้ยินชื่อแล้ว นึกถึงแมวที่บ้าน ..

ท่านผู้อ่านก็คงจะพอเดา ๆ ได้ว่า "For good" แปลว่า ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ดังนั้นที่ยกตัวอย่างไว้ตอนต้นว่า "This shop is back for good" ร้านนี้จะปิดไปตลอดการ  .. หรือ This hotel could possibly be closed for good due to business operation difficulties. เป็นไปได้ว่าโรงแรมแห่งนี้อาจะต้องปิดตัวอย่างถาวรจากปัญหาความยุ่งยากของการดำเนินธรุกิจ  ..(สงสัย เป็นโรงแรมเดียวกับที่อยู่ในซอยบ้านท่านนายก 555)

Dr. Karanastasis เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "How To Get Your Ex Back For Good." ได้เป็นกลวิธีที่จะทำให้แฟนเก่าของคุณกับมาหา และไม่จากไปไหนอีก (แหม เชื่องจัง)  ผมว่าเชยไปหน่อยแล่วล่ะด๊อกเตอร์ เดี๋ยวนี้มันมีครีมทาหน้า (อย่าให้บอกยี่ห้อเลย) ที่ใช้แล้ว ผัวจะรักจะหลง ใน 7 วัน จากนอนหันหลังให้ จะมานอนแนบชิดเลยทีเดียว ป่วยการจะมานั่งอ่านหนึ่งสือของ Dr. Karanastasis ยังไม่มีรายงานว่าบรรดาหมอผี หมอเสนห์ยาแฝด ยาไม่แฝด ต่าง ๆ ตกงานกันไปบ้างหรือยัง!! เฮ้อ ...

ลองมาดูตัวอย่างในสถานการณ์อื่น ๆ กันบ้าง :-
1. Jarun said he would give up smoking for good. จรัญบอกว่าเขาจะเลิกบุหรีอย่างถาวร (แต่จะมาสูบกัญชาแทนหรือเปล่า ไม่รู้) โปรดสังเกตุ give up ด้วย คำนี้หมายถึงการยอมแพ้ หรือการเลิกการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

2. Are you going to move to Thailand for good คุณจะย้ายไปอยู่เมองไทย อย่างถาวรเลยหรือเปล่า

คราวนี้ เมื่อเจอ Back for good ที่ไหน ๆ เราจะไม่ต้องไปแปลว่า "กลับมาดี ๆ นะจ๊ะ" อีกแล้วนะครับ  หรือว่า Bradd dumped Angelina for good. ก็จะไม่ได้แปลว่า "แบรดทิ้งแองเจลลิน่าเพราะเธอดี (เกินไป)"  อีกต่อไป

พบกันใหม่ตอนหน้า


ภาษาพาเพลิน ตอน "21 Guns"

วันนีเป็นตอนพิเศษสั้น ๆ เพราะเมื่อวานนี้ได้รับคำถามทาง  e-mail ถามว่า 21 Guns มีความหมายว่าอะไร คำถามนี้ไม่ตอบคงไม่ได้ เพราะ 21 Guns คือชื่อเพลงของวง Green Days เป็นเพลงที่เพราะถูกใจคนไทยมาก (ผมเดาเอา) ที่เดาอย่างนี้เพราะมันเป็นเพลงที่คนไทยร้องได้ดังที่สุด ตอนที่ Green Days มาแสดงคอนเสิร์ตที่เมืองไทย



มันมีความหมาย 2 นัยยะ ความหมายแรกคือการ disarm คือการปลดอาวุธนั่นเอง ผมเองไม่ได้ดูเนื้อเพลงอย่างละเอียด แต่พอจำได้ประโยคที่ว่า "Lay down you arms, give up the fire" ก็วางอาวุธลง และหยุดยิง กับอีกประโยคหนึ่ง "Throw up your arms into the sky" ก็โยนมันขึ้นไปบนท้องฟ้า ซึ่งมันก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าหยุดสู้กัน (เพราะโยนปืนทิ้งไปแล้ว) .. *ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อจะถูก จำ ๆ มา มันประมาณนี้*

ประเพณีนี้มันเริ่มจากกองทัพเรือประเทศต่าง ๆ ต้องขอโทษด้วยที่ผมไม่ได้ค้นคว้ามาให้ว่า มันเป็นทหารเรือของประเทศอะไร และ พ.ศ. ไหน ที่รู้ ๆ ก็คือมันแพร่หลายไปทั่วโลกตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม เมื่อเรือของประเทศไดประเทศหนึ่ง จะเข้าเทียบท่าต่างชาติ จะต้องทำการ Disarm คือยิงลูกกระสุนปืนใหญ่ทิ้งให้หมด สมัยโบราณเรือลำใหญ่มันติดตั้งปืนแค่ 7 กระบอก ก็ยิง 7 ครั้งเป็นอันว่า เข้าเทียบท่าได้ ส่วนที่เหลือเป็นดินปืนประเภทโซเดียมในเตรท กว่าจะอัดใส่กระบอกปืนอีกก็ใช้เวลานาน สรุปว่าเรือลำนั้นยิ่งใครไม่ได้ ปลอดภัยแล้ว จึงเทียบท่าได้

ในสมัยโบราณนั้น การยิงเรือมันเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรือทำจากไม้ ล่มได้ง่าย และถ้าล่มครั้งหนึ่งก็จะมีคนตายมาก เมื่อเรื่อแต่ละชาติวิ่งมาเจอกันกลางทะเล ก็จะต้องทำการยิงกระสุนทิ้ง ทั้งสองข้าง โดยที่ประเทศมหาอำนาจจะยิงที่หลัง ประเทศเล็ก ๆ ต้องยิงก่อน คือยิงหมดทั้งชุดก่อน 7 ลูก แล้วจากนั้นประเทศใหญ่จึงยิงตามอีก 7 ลูก ต่อมาเราถือความเท่าเทียมกันของประเทศต่าง ๆ (มันมีอยู่จริงเหรอ ความเท่าเทียมเนี่ย) ก็เปลี่ยนมาเป็น one on one คือ ผลัดกันยิงที่ละลูก

ใน การยิงกระสุนทิ้งนี้ ถ้าเรามองดี ๆ จะเห็นว่ามันเป็นการณ์ให้เกียร์ติ เพราะเป็นการแสดงว่าเราจริงใจที่จะไม่ทำร้าย ฝ่ายตรงข้าม ลดศักดิ์ศรีของตัวเองลง ถ้านึกไม่ออกว่าเขาทำอย่างนั้นทำไม ก็ลองเปรียบเทียบกันกีฬาฟุตบอล การทุ่มลูกบอลออกเมือมีผู้เล่นบาดเจ็บ และการเตะบอลคืนเมื่อเกมส์กลับมาเล่นได้ตามปกติ เป็นการสู้กันอย่างลูกผู้ชาย ถ้าฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บ อีกฝ่ายหนึ่งก็หยุดให้ไปรักษาหรือว่าเปลี่ยนตัวเอาคนแข็งแรงมาเสียก่อน ซึ่งเป็นการให้เกียร์ติฝ่ายตรงข้ามอีกแบบหนึ่ง

ในยุคต่อมามันกลายเป็น 21 Guns เรือมันไม่ได้ลำใหญ่ขึ้น แต่ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน หันมาใช้ดินปืนแบบโปแตสเซี่ยมในเตรท ใส่ได้ทีละ 3 ลูก เวลาจะยิงทิ้งยิงขว้าง ก็เลยต้องยิงทั้งหมด 21 ลูก (3x7)

อืม..แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนเป็น 3G แล้วบางประเทศก็ยังอยู่แถว ๆ หลังเขาพระสุเมรุ อยู่เลย!!!!

เนื่อง จากมันเป็นสัญลักษณ์ของการให้เกียร์ติ ต่อมามันจึงใช้ในงานศพของทหาร แรกเริ่มใช้กับทหารเรือเท่านั้น ต่อมาใช้กับทหารอื่น ๆ และต่อมาใช้กับผู้นำประเทศด้วย ในที่สุดก็ใช้กับบุคคลสำคัญของประเทศด้วย แต่ไม่ใช้กับบุคคลธรรมดา ที่เรารู้จักกันทั่ว ๆ ไปว่าการ "ยิงสลุต" (salute)


กลับมาที่เพลง 21 Guns ของ Green Days กันต่อ เพลงนี้ไม่ได้ใช้ 21 Guns ใน ความหมายที่ว่าจะให้เกียร์ติกัน แต่หมายถึงให้หยุดต่อสู้กันเสียที เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ความสูญเสีย แล้วยิ่งถ้าดู MV เหมือนจะเป็นการบอกให้คนสองคนที่ทะเลาะกัน ไม่ได้มีความหมายในทางการเมืองเลย แต่ในความคิดส่วนตัว ภาพใน MV มันก็แค่จัดเรื่องราวให้เข้ากับเพลง แต่วง Green Days โดยปกติ จะอิงสังคมและการเมืองอยู่เสมอ คล้ายๆกับ คาราบาวบ้านเราในสมัยก่อน ตอนที่พี่แอ๊ดแกยังไม่ได้เปลี่ยนอาชีพมาขายบาวแดง ดังนั้นก็ฟังธงได้เลยว่า มันหมายถึงการหยุดสงครามนั่นเอง เพราะสหรัฐสูญเสียทหารในสงครามต่าง ๆ ปีละหลายพันคน ทั้ง อิรัก อัฟกานิสฐาน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รวม ๆ แล้วก็หลายหมื่นคนทีเดียว

อืม ... ก็ว่าจะเขียนสั้น ๆ นะ ...สายไปแล้วล่ะลุงเอ้ย ยาวเหมือนเดิม

พบกันใหม่ตอนหน้า

ภาษาพาเพลิน ตอน "Play by ears"

Marie Digby  เป็นคนดังประจำ Youtube เธอโด่งดังมากจากการทำ Cover เพลง Umbrella ของ Rhihana ซึ่งมี Hits ถึงหลักล้านภายในไม่กี่วันที่เธอ Published ออกมา หลังจากนั้นเธอได้ออกอัลบั้มของตัวเอง และมี Mini world tour น่าเสียดายที่เธอไม่ได้มาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเรา มาได้ใกล้ที่สุดแค่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์ อาจเป็นเพราะว่าเธอไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในบ้านเราสักเท่าไหร่ แม้ว่าเพลง Umbrella ที่เธอทำ Cover เอาไว้จะติตชาร์ต ทั้ง FM102.5 และ FM105.5 อยู่หลายสัปดาห์ก็ตาม

ถ้าใครอยากดูฝีมือการเล่นกีต้าร์แนวป๊อบ กับแสียงหวาน ๆ ของเธอ ก็ลองเข้ายูทิวป์แล้วพิมพ์ชื่อเธอลงไปได้เลยครับ ..อ้อ บางเพลงเธอก็เล่นเปียโนครับ ฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว






















ที่ต้องเล่าเรื่องของ Marie Digby ให้ฟัง เพราะว่า วันหนึ่งเข้าไปอ่านคอมเมนต์ในยูทิวป์ของเธอ มีคนถามเธอว่า "Can you give me a tab of this song?" (ฉันขอแท๊บของเพลงนี้ได้ไหม)  *แท็บ* ในที่นี้คือ Guitar Tab ลักษณะคล้าย ๆ กับ โน๊ตบรรทัด 5 เส้นที่เราเคยเรียน แต่ว่าจะมี 6 เส้นตามจำนวนสายของกีต้าร์

Marie ตอบกลับไปว่า "I don't have any tab for all those I have played, I played them by ear." ทำให้ผมนึกสนุกขึ้นมาบ้าง เลยใส่คอมเมนต์ต่อท้ายไปว่า "But, As I can see, you're playing it by hand, not by ear" (แต่ฉันเห็นว่าคุณเล่นด้วยมือนะ ไม่ใช่เล่ยด้วยหู) ... โพสต์ไปแล้วก็มานึกได้ว่า เออมันไม่ขำเลยนะมุกนี้ แต่ยังดีที่มีฝรังพิมพ์ "555" กลับมา   ผมรู้ทันทีว่าไม่ใช่ฝรั่งที่ไหนหรอก "ฝรั่งหัวดำ" นี่เอง!! เป็นเหตุให้ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เออ.. เราน่าจะเขียนเรื่องนี้นะ "Play it by ear"

Play by ears


ถ้าเรา "เดา" จากประโยคที่ Marie ตอบแฟน ๆ ก็จะเดาได้ว่า "ฉันไม่ได้อ่านจากแท็บหรอก แต่ว่าฉันฟังจากหูแล้วก็เล่นตาม"  คล้าย ๆ ว่า "Play it by ear" จะแปลว่า ไม่ได้อ่านโน๊ต (แน่นอนถ้าอ่านโน๊ต คงไม่ต้องใช้หูในการเล่น) และในบริบทแบบนี้ผมคิดว่าเธอคงหมายความตามนั้นแหละ  ...เร็ว ๆ นี้เอง มีคนจีนมาขอแท็บจากผม ผมก็เลยจำมุขของ Marie มาใช้บ้าง I don't have any tab, 'cause I was playing it by ear ..แหม ฟังดูเหมือนเราเก่งมากเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีแท็บ ก็ไม่มีความสามารถจะอ่านได้ทันหรอกครับ :-)

Play it by ear ไม่ได้ใช้กับการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่มันหมายถึง "การทำอะไรที่ไม่ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้า" ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นทันที เหมือนกับที่นักดนตรีเล่นเพลงโดยไม่ได้อ่านโน๊ตนั่นแหละครับ (นักเปียโนจะเรียกว่าการ Improvise) หรือว่ากันตามสถานการณ์ในขณะนั้น

ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันดีกว่าครับ:-


"He plays his negotiations by ear, going into them with no clear or fixed plan" เขาทำการต่อรองไปตามสถานการณ์ ไม่ได้มีแผนการที่ชัดเจนแน่นอนมาก่อน

"I can't tell you when should the Paliament disolution be made, let's play it by ear" ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าควรขะยุบสภาเมื่อไหร่ ว่าไปตามสถานการณ์แล้วกัน

"Suthep says he's not sure what goes on in the cabinet meetings on this Tusday, so he'll just play it by ear and see what happens"  สุเทพบอกว่า เขาไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นในการประชุม ครม. วันอังคารนี้, เขาจึงปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด แล้วดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

การ ทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้ บางครั้งมันก็เป็นความตื่นเต้น สนุกสนานมากกว่าชีวิตที่จำเจน่าเบื่อ ใครจะไปชอบชีวิตที่ขึ้นกับตารางเวลาไปเสียหมด อะไร ๆ ก็ถูกวางแผน ถูกกำหนดไปเสียทุกอย่าง ชิมิ ชิมิ?

แล้วคุณล่ะชอบชีวิตแบบ Play it by ear หรือไม่

พบกันใหม่ตอนหน้า

Marie Digby